+ ตอบกลับกระทู้
#1 - 1
จาก 1 โพส

กระทู้: [จาก นสพ.] ทริปสุดประหยัด นั่งรถเมล์ 53 สายเดียว เที่ยวไหว้พระ 9 วัด อิ่มบุญรับขวัญปีใหม่

  1. #1
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,678
    ถูกใจ
    7,938
    โพสถูกใจ 22,595 ครั้ง ใน 6,271 โพส

    [จาก นสพ.] ทริปสุดประหยัด นั่งรถเมล์ 53 สายเดียว เที่ยวไหว้พระ 9 วัด อิ่มบุญรับขวัญปีใหม่

    ทริปสุดประหยัด นั่งรถเมล์ 53 สายเดียว
    เที่ยวไหว้พระ 9 วัด อิ่มบุญรับขวัญปีใหม่

    ผู้จัดการ
    18 ธันวาคม 2555

    ชีวิตที่เร่งรีบของคนในเมืองหลวงคงจะหาเวลายากนัก
    หากจะเดินทางไหว้พระ 9 วัดให้ครบภายในวันเดียว
    โดยที่ไม่ต้องเดินทางไกลออกไปต่างจังหวัด



    แต่วันนี้ฉันได้มีโอกาสนั่งรถเมล์สาย 53 ชิลๆ รอบเมืองในกรุงเทพฯ
    แถมยังได้แวะไหว้พระในวัดดังๆ ครบทั้ง 9 วัด
    จึงเอามาบอกเล่าเผื่อใครสนใจอยากจะตามมาเที่ยวบ้าง


    -----


    สำหรับรถเมล์สาย 53 นั้นเป็นรถเมล์ร้อนสีครีมแดงราคา 6.50 บาท
    จะวิ่งเป็นวงกลมรอบเมืองในย่านเกาะรัตนโกสินทร์ ผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ หลายแห่ง

    ด้วยความสะดวก (ส่วนตัว) ฉันเลยไปขึ้นรถเมล์สาย 53 ต้นสายที่เทเวศร์ ริมคลองผดุงกรุงเกษม
    รถเริ่มเคลื่อนตัวพาฉันมาออกสตาร์ทที่วัดแรก คือ “วัดมกุฏกษัตริยารามราชวรวิหาร”



    วัดที่ ร.4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นวัดส่วนพระองค์
    บนหน้าบันและด้านบนซุ้มประตูหน้าต่างของทั้งพระอุโบสถและพระวิหาร
    จึงมีลายพระมหามงกุฏ อันเป็นตราประจำรัชกาลที่ 4

    วัดแห่งนี้ยังเป็นวัดที่มีเสมา 2 ชั้น ชั้นแรกเรียกว่า มหาสีมา อยู่ในซุ้มกำแพงรอบวัด
    และยังมีเสมารอบพระอุโบสถเรียกว่า ขัณฑสีมา
    พระสงฆ์จึงสามารถประชุมทำสังฆกรรมได้ทั้งในพระอุโบสถและพระวิหาร

    ฉันได้เข้าไปกราบพระและได้ชมจิตรกรรมฝาผนังด้านในพระอุโบสถ
    มีภาพจิตรกรรมเรื่องพระอัครสาวกในบาลีและอรรถกถา 11 พระองค์ อัครสาวิกา 8 องค์
    และภาพเทวดาชุมนุมอันงดงาม
    บนบานหน้าต่างและบานประตูด้านในเขียนพระสูตรที่เป็นคาถาด้วยตัวอักษรบรรจงอีกด้วย


    -----


    จากวัดมกุฏฉันเดินเท้าต่อมายังวัดที่ 2 ซึ่งถือเป็นวัดคู่เคียงกัน คือ "วัดโสมนัสวิหาร ราชวรวิหาร"



    วัดที่ ร.4 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติและอุทิศพระราชกุศล
    แด่สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระบรมราชเทวี

    และเป็นวัดที่พระองค์ได้ทรงวางแปลนไว้อย่างเหมาะสมและสวยงาม
    ถูกต้องตามพระธรรมวินัยที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทย
    นอกจากวัดจะแยกเขตพุทธาวาสและสังฆาวาสที่อยู่ของพระออกจากกันเป็นสัดส่วน
    แล้วก็ยังกันเขตชุมนุมชนออกจากวัดโดยเด็ดขาด
    จึงจะเห็นว่าแม้วัดจะอยู่ในย่านชุมชน แต่เมื่อเข้าไปภายในวัดแล้วกลับดูเงียบสงบ

    ภายในวัดมีเจดีย์ 2 องค์ เจดีย์องค์ใหญ่ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
    มีรูปทรงแบบลังกาสีทองเหลืองอร่าม ยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่าสามารถมองเห็นได้ไกล

    ส่วนเจดีย์องค์เล็ก (เจดีย์มอญ) เป็นอีกองค์ที่มีลักษณะสวยงามเช่นเดียวกับปรินิพพานสถูปในอินเดีย
    และหาชมได้ยากเพราะเจดีย์ลักษณะนี้มีเพียง 2 องค์ในประเทศไทย
    คือ ที่วัดโสมนัสวิหารราชวรวิหาร และที่วัดกันมาตุยาราม

    ส่วนภายในวิหารมีพระสัมพุทธโสมนัสวัฒนาวดีนาถบพิตร เป็นพระประธาน
    และมีพระสัมพุทธสิริ เป็นพระประธานภายในพระอุโบสถ

    -----


    จากวัดโสมนัส ฉันกลับออกมายืนรอรถเมล์ฝั่งตรงข้ามวัด
    เพื่อนั่งต่อไปยังวัดที่ 3 “วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร”



    วัดสำคัญที่ ร.5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
    แด่สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระบรมราชชนนีของพระองค์
    ที่ทรงสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ยังทรงพระเยาว์

    วัดเทพศิรินทร์ฯ มีสิ่งสำคัญภายในวัดมากมาย
    นับตั้งแต่พระอุโบสถที่มีความใหญ่โตสง่างาม ด้านนอกมีเสาพาไลต้นใหญ่อยู่โดยรอบ
    พระประธานเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิที่งดงามไม่เหมือนวัดอื่นๆ ตรงที่ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีทรงประสาทจตุรมุข

    และยังมีพระพุทธรูปสำคัญอีกหลายองค์เช่น พระนิรันตราย พระพุทธรูปประจำรัชกาลที่ 4
    พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร ฉลองพระองค์สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีนาถ
    พระพุทธรูปปางห้ามญาติ ฉลองพระองค์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าจันทรมณฑลโสภณภควดี กรมหลวงวิสุทธิกษัตริย์

    นอกจากนั้น ภายในวัดยังมี “วิหารอัฐิท่านเจ้าคุณนรฯ” หรือพระยานรรัตนราชมานิต
    ต้นห้องใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของ ร.6
    โดยหลังจากที่พระองค์เสด็จสวรรคตไปแล้ว พระยานรรัตน์ฯ ได้บวชหน้าไฟ
    ถวายเป็นพระราชกุศลที่วัดเทพศิรินทร์ฯ และไม่สึกอีกเลยตราบจนมรณภาพ
    ผู้คนยกย่องท่านว่าเป็นพระอริยสงฆ์ที่เคร่งครัดในศีลจารวัตรธรรมวินัย
    จึงมีผู้คนเคารพศรัทธา แม้เมื่อท่านมรณภาพไปแล้วเกือบ 40 ปี


    -----


    จากวัดเทพศิรินทร์ฯ ฉันโบกรถเมล์สายเดิมนั่งกินลมชมวิวยาวผ่านวงเวียน 22 กรกฎาคม
    ผ่านหัวลำโพง อ้อมไปทางด้านหลังจุฬาฯ ซึ่งเป็นแหล่งค้าเซียงกงอะไหล่รถเก่า
    ผ่านแยกสะพานเหลือง วนกลับเข้าสู่ย่านเยาวราช
    ถึงตรงนี้แล้วอย่ามัวนั่งเพลิน กดออดขอลงที่ป้าย “วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร” ซึ่งเป็นวัดที่ 4




    เมื่อมาถึงฉันก็สะดุดตากับความยิ่งใหญ่ของพระมหามณฑปอันงดงาม
    ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “หลวงพ่อทองคำ” หรือ "พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร"
    พระพุทธรูปทองคำองค์แรกของไทยที่ได้รับการบันทึกไว้ใน The Guinness Book of World Record ปี 2534
    ว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

    โดยองค์พระนั้นมีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 2.50 ม.
    ความสูงจากพระเกตุมาลาถึงฐานทับเกษตร (ฐานที่รองรับพระพุทธรูป) ประมาณ 3.04 ม.
    น้ำหนักประมาณ 5.5 ตัน
    ที่สำคัญคือสร้างด้วยทองคำแท้ มูลค่าสูงกว่า 21 ล้านปอนด์
    ตามที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือกินเนสส์บุ๊ค

    สักการะหลวงพ่อทองคำแล้ว อย่าลืมเดินลงมาชมพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อทองคำที่ชั้น 3 ของพระมณฑป
    ที่จะมีประวัติความเป็นมาของวัด ประวัติหลวงพ่อทองคำจัดแสดงรายละเอียดครบถ้วน
    และยังมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเยาวราชที่จัดแสดงเรื่องราวของชุมชนเยาวราช
    หรือไชน่าทาวน์เมืองไทยตั้งแต่อดีตกระทั่งปัจจุบัน แถมยังติดแอร์เย็นฉ่ำเดินชมเดินอ่านได้เพลินๆ
    และหากชมเร็จแล้วก็อย่าลืมลงมาสักการะ "พระพุทธทศพลญาณ"
    พระประธานในพระอุโบสถของวัดไตรมิตรกันก่อนกลับ

    ถึงตรงนี้ท้องมันก็เริ่มจะประท้วง ออกอาการหิวขึ้นมาเสียแล้ว
    ดังนั้นจึงถึงเวลาที่กองทัพจะต้องเดินด้วยท้อง โชคดีที่มาหิวอยู่แถวๆ แหล่งกินแหล่งใหญ่
    เพราะแถวนี้มีร้านอาหารอร่อยอยู่หลายร้าน อย่างในซอยสุกร 1
    หรือตรอกโรงหมูที่อยู่เยื้องๆ กับวัดไตรมิตร ที่มีร้านข้าวหมูแดงชื่อดังอย่างร้านสีมรกต
    หรือจะเลือกกินหอยทอดเจ้าอร่อยของร้านราชาหอยทอด
    และยังมีอีกหลากร้านอร่อยให้เลือกชิม


    -----


    เมื่อท้องอิ่มก็ได้เวลาออกเดินทางต่อ ฉันนั่งรถเมล์ตรงเข้าสู่ถนนสายทองคำ
    หรือถนนเยาวราช มุ่งหน้าสู่วัดที่ 5 “วัดเล่งเน่ยยี่” หรือ “วัดมังกรกมลาวาส”




    แต่เราจะต้องลงรถเมล์ป้ายตลาดเก่าเยาวราช แล้วเดินทะลุตลาดเก่ามายังวัดมังกรซึ่งอยู่บนถนนเจริญกรุง
    ซึ่งหากใครจิตไม่แข็งก็คงต้องได้แวะกินบะหมี่หรือก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาระหว่างทางแน่ๆ
    แต่ฉันซึ่งกินอิ่มมาตั้งแต่วัดไตรมิตรแล้ว ก็มุ่งตรงสู่วัดมังกรซึ่งเป็นวัดจีนที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น
    ด้วยการวางผังแบบวังหลวงแต้จิ๋วโบราณ คือ มีวิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก
    ตรงกลางเป็นพระอุโบสถ ข้างหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า

    ภายในอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระประธาน 3 องค์ด้วยกัน คือ
    พระศากยมุนีพุทธเจ้า คือ พระพุทธเจ้าในปัจจุบันกาล (เจ้าชายสิทธัตถะ)
    พระอมิตาภพุทธเจ้า และพระไภษัชยคุรุไวฑูรย์พุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าในอดีต
    อีกทั้งภายในวัดยังมีเทพเจ้าจีนมากมายหลายองค์ เช่น เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ยะ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ
    เทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยะ เทพเจ้าที่คุ้มครองดวงชะตา เป็นต้น


    -----


    ไหว้เทพเจ้าต่างๆ เรียบร้อยแล้ว เดินย้อนกลับมาที่ถนนเยาวราชเส้นเดิม
    เพื่อรอรถเมล์สาย 53 นั่งต่อมายังวัดที่ 6 “วัดราชบูรณะราชวรวิหาร” หรือวัดเลียบ
    ที่อยู่ใกล้ๆ กับปากคลองตลาด



    วัดราชบูรณะแห่งนี้เป็นวัดหนึ่งตามธรรมเนียมประเพณีโบราณที่ว่า
    ในราชธานีจะต้องมีวัดสำคัญประจำ 3 วัด
    คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ และวัดราชประดิษฐ์

    ภายในวัดเลียบมีพระอุโบสถทรงไทยจตุรมุข ภายในเป็นที่ประดิษฐาน
    พระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย เบื้องหลังเป็นซุ้มวิมานลงรักปิดทอง
    เบื้องหน้าพระพุทธรูปมีพระอัครสาวกประทับยืนอยู่ทั้งเบื้องซ้ายและเบื้องขวา
    ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังที่งดงามมาก

    นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งในวัดราชบูรณะ
    คือพระปรางค์ที่สร้างมาตั้งแต่สมัย ร.3 และยังหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน


    -----


    จากนั้นรถเมล์สาย 53 พาฉันมาถึงวัดที่ 7 คือ “วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” หรือวัดโพธิ์
    ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจให้ชมเยอะแยะไปหมด




    ฉันเริ่มเดินชมที่พระวิหารพระพุทธไสยาสน์ ที่สร้างขึ้นในสมัย ร.3
    องค์พระมีความยาวถึง 46 ม. ซึ่งนับว่าเป็นพระนอนที่มีความยาวเป็นอันดับ 3 ของประเทศไทย
    (รองจากพระนอนจักรสีห์ จ.สิงห์บุรี และพระนอนวัดขุนอินทประมูล จ.อ่างทอง)
    ลักษณะเด่นของพระพุทธไสยาสน์ อยู่ที่พระพุทธบาทที่ประดับมุกเป็นภาพมงคล 108 ประการ
    ตรงกลางฝ่าพระบาทเป็นรูปกงจักรตามตำรามหาปุริสสลักษณะ
    นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาชมต่างอุทานในความใหญ่โตอลังการ
    และชื่นชมในความงดงาม พร้อมทั้งถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก

    และไม่ควรพลาดที่จะเข้าไปกราบพระพุทธเทวปฏิมากร พระประธานในพระอุโบสถ
    ที่กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณมีพระลักษณะอันงดงามที่สุดองค์หนึ่ง

    นอกจากนั้นเจดีย์ 4 รัชกาล และตุ๊กตาหินจีนที่มีอยู่มากมา
    ยก็ยังเป็นจุดถ่ายรูปที่สวยงามไม่ควรพลาดด้วยเช่นกัน


    -----


    เนื่องจากแรงยังเหลือ ฉันจึงเดินเท้าจากวัดโพธิ์มายัง “วัดพระศรีรัตนศาสดาราม” หรือวัดพระแก้ว ซึ่งเป็นวัดที่ 8
    (แต่หากใครเริ่มหมดแรงหรือรีบเพราะวัดพระแก้วจะปิดไม่ให้เข้าตอน 15.30 น.จะนั่งรถเมล์ต่อก็ได้ไม่ว่ากัน)



    หากใครเคยมาวัดพระแก้วก็คงจะพอเห็นภาพว่าภายในวัดช่างสวยงามและกว้างใหญ่ขนาดไหน
    มาถึงวัดพระแก้วทั้งทีก็คงจะพลาดไม่ได้กับการสักการะพระแก้วมรกต หรือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร
    พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทยที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ
    พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่แกะสลักจากหยกอ่อนสีเขียวดั่งมรกต

    บริเวณรอบพระระเบียงยังมีสิ่งที่น่าสนใจอย่างภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องรามเกียรติ์
    ที่วาดได้อย่างวิจิตรอลังการ ไม่ควรพลาดชม

    นอกจากนั้นในวัดพระแก้วยังมีสิ่งน่าสนใจอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นพระอัษฎามหาเจดีย์ หรือพระปรางค์แปดองค์
    พระศรีรัตนเจดีย์ พระมณฑป และอีกหลากหลายสิ่งมากมายที่ล้วนแล้วแต่งดงาม
    ฉันจึงอดภูมิใจไม่ได้ เมื่อเห็นนักท่องเที่ยวมากมายหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาถ่ายรูปอย่างชื่นชม


    ----


    จากวัดพระแก้วฉันนั่งรถผ่านท่าพระจันทร์ สนามหลวง สวนสันติชัยปราการ
    มาปิดท้ายกันที่วัดสุดท้ายแบบอิ่มบุญที่ “วัดสามพระยาวรวิหาร” ใกล้กับแยกบางลำพู



    ที่วัดแห่งนี้ฉันไม่พลาดที่จะสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัดสามพระยา
    โดยได้ไปกราบ “หลวงพ่อนอน” พระพุทธรูปไสยาสน์ปางโปรดอสุรินทราหู
    พระอิริยาบถนอนตะแคงขวา พระบาททั้งสองซ้อนทับเสมอกัน
    พระหัตถ์ซ้ายแนบไปตามพระวรกาย พระหัตถ์ขวาตั้งขึ้นรับพระเศียร
    และมีพระเขนย(หมอน)รองรับ

    ส่วนทางด้านหลังของศาลาหลวงพ่อนอนเป็นศาลาของ “หลวงพ่อนั่ง”
    พระอิริยาบถประทับนั่งห้อยขาบนก้อนหิน พระหัตถ์ทั้งสองอุ้มบาตรที่วางอยู่บนพระเพลา (ตัก)
    คนส่วนใหญ่จึงนิยมเรียกท่านว่า พระนั่งอุ้มบาตร ซึ่งนับว่าพระนั่งและพระนอนเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์
    ที่ชาวบ้านละแวกนี้เคารพนับถือเป็นอย่างมาก


    -----


    เป็นอันครบการนั่งรถเมล์สาย 53 ไหว้พระ 9 วัด ตามเส้นทางบุญของฉัน
    ลองนับดูแล้วพบว่าเสียสตางค์ไป 45.50 บาท กับการนั่งรถเมล์ 7 ต่อ
    แต่ถ้าหากใครโชคดีได้ขึ้นรถเมล์ฟรีก็จะช่วยลดค่าใช้จ่ายไปได้อีก

    ในช่วงปีใหม่นี้หากใครไม่ได้ออกต่างจังหวัด ก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะลองนั่งรถเมล์ไหว้พระ 9 วัด
    เพราะถนนหนทางในกรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่นั้นแสนจะโล่ง
    จะได้นั่งกินลมชมเมืองผ่านถนนสายเก่าแก่ ย่านการค้าต่างๆ ไปแบบชิลๆ
    แถมยังได้ไหว้พระทำบุญเป็นศิริมงคลรับปีใหม่ให้ตัวเองด้วยอีกต่างหาก



    หน่มลูกทุ่ง



    http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9550000153366





+ ตอบกลับกระทู้

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด