+ ตอบกลับกระทู้
หน้า 9/9 หน้าแรกหน้าแรก ... 7 8 9
#121 - 134
จาก 134 โพส

กระทู้: โครงการปฏิรูปรถเมล์ และการโอนย้ายรถร่วมของกรมการขนส่งทางบก

  1. #121
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    เล็งฮุบรถร่วม ‘ช ทวี’ ทุ่มหมื่นล้าน
    ซื้อสัมปทานเมล์ 6 พันคัน

    แนวหน้า
    25 มิถุนายน 2561



    นายบรรยงค์ อัมพรตระกูล ประธานสหพันธ์รถเมล์ กทม.และปริมณฑล เปิดเผยว่า ทางสหพันธ์ได้ร่วมมือกับบริษัท ช ทวี จำกัด(มหาชน)หรือ CHO เตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมเพื่อลงทุนควบรวมกิจการรถเมล์เอกชนร่วมบริการ(รถร่วม) รองรับการปฏิรูปรถเมล์ 269 เส้นทาง โดยแผนการลงทุนดังกล่าวตั้งเป้าหมายวางแผนในการจัดหารถเมล์เข้าบริษัททั้งสิ้น 6,000 คัน เฉลี่ยคันละ 1.5-2 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนราว 10,000 ล้านบาท และในการจัดซื้อระยะแรกนั้นขณะนี้เจรจาได้แล้ว 1,500 คัน คิดเป็นเงินลงทุนอยู่ที่ราว 2,200-3,000 ล้านบาท รวมถึงเน้นการซื้อสัมปทานเส้นทางเดินรถและตัวรถเมล์เข้ามาเพื่อบริหารเองทั้งหมด เนื่องจากพบว่าผู้ประกอบการรถร่วมหลายรายมีปัญหาขาดทุนสะสมจนไม่สามารถลงทุนเพิ่มเติมในการจัดซื้อรถเมล์ใหม่และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมได้เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)


    ทั้งนี้ ยังมีแผนที่จะจ้างเดินรถเมล์ในแต่ละสายอีกด้วย เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีรายได้ที่มั่นคงและเสถียรภาพ โดยบริษัทจะประกันรายได้ต่อวันที่ 7,500 บาท คิดเป็น 30 บาทต่อกิโลเมตร รวม 250 กิโลเมตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันที่ผู้ประกอบการมีรายได้เพียง 5,000 บาทต่อวันต่อคัน และหลังจากที่มีการควบรวมแล้วก็จะมีการลงทุนงานระบบเทคโนโลยีบนรถเมล์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ เช่น ระบบเครื่องอ่านบัตรโดยสารอัตโนมัติ (E-Ticket) รองรับตั๋วร่วม และบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเพิ่มช่องทางการชำระเงินผ่านการสแกนบาร์โค้ดและจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ


    นอกจากนี้ ยังสนใจรับซื้อกิจการรถเมล์ด่วนพิเศษ BRT ของบริษัท กรุงเทพธนาคม เพื่อนำรถ BRT จำนวน 25 คัน มาวิ่งหารายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมั่นใจว่าจะคุ้มค่าใช้จ่ายให้อยู่ที่ประมาณ 8,000 บาทต่อวันต่อคัน จากปัจจุบันที่มีต้นทุนกว่า 12,000 บาทต่อวันต่อคัน ซึ่งจากการเจรจาเบื้องต้นทางกรุงเทพธนาคมเห็นด้วยแล้วกับแนวคิดดังกล่าวและพร้อมโอนงานบริหารเส้นทางเดินรถ BRT ให้


    ส่วนในอนาคตยังมีแผนแนวคิดในการดำเนินกิจการรถเมล์และรถสองแถวให้บริการขนส่งมวลชนแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) ด้วยราคาเหมาเพียงคนละ 30 บาทต่อเที่ยว พร้อมรับส่งถึงหน้าประตูบ้านรวมถึงขนส่งผู้โดยสารไปยังระบบขนส่งมวลชนหลักอย่างรถไฟฟ้าด้วย ซึ่งมองว่าแนวคิดดังกล่าวจะสามารถแก้รถติดได้หากรัฐบาลสนับสนุนนโยบาย Bus lane ทั่วกรุงเทพฯ โดยห้ามรถประเภทอื่นวิ่งในช่องจราจรตั้งแต่ 06.00-08.30 น. และ 17.00-19.30 น.



    http://www.naewna.com/business/347443


    --------

    ช.ทวีลุยลงขันตั้งบริษัทใหม่ จัดทัพเมล์ร่วม
    โพสต์ทูเดย์
    25 มิถุนายน 2561



    สหพันธ์รถเมล์ฯ จับมือ ช.ทวี เดินหน้าควบรวมกิจการรถเมล์ ทุ่มหมื่นล้านรองรับแผนปฏิรูป 269 เส้นทาง


    นายบรรยงค์ อัมพรตระกูล ประธานสหพันธ์รถเมล์ กทม. และปริมณฑล เปิดเผยว่า สหพันธ์ได้จับมือทำความร่วมมือกับ บริษัท ช.ทวี ตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อควบรวมกิจการรถเมล์เอกชนร่วมบริการ (รถร่วม) รองรับการปฏิรูปรถเมล์ 269 เส้นทาง ภายหลังพบว่าผู้ประกอบการรถร่วมรายเล็กและรายกลางส่วนใหญ่เกิดปัญหาขาดทุนสะสมจนไม่สามารถลงทุนเพิ่มเติมได้ ตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ทั้งการจัดซื้อรถเมล์ใหม่และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติม


    ทั้งนี้ จะใช้เงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดหารถเมล์ 6,000 คัน เฉลี่ยคันละ 1.5-2 ล้านบาทโดยเน้นไปที่การซื้อสัมปทานเส้นทางเดินรถและตัวรถเมล์เข้ามารวมกันเพื่อบริหารเองทั้งหมด ซึ่งการจัดซื้อระยะแรกนั้น ขณะนี้เริ่มเจรจาไปแล้ว 1,500 คัน คิดเป็นเงินลงทุนอยู่ที่ราว 2,200-3,000 ล้านบาท


    นอกจากนี้ บริษัทจะลงทุนงานระบบเทคโนโลยีบนรถเมล์เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ ทั้งระบบเครื่องอ่านบัตรโดยสารอัตโนมัติ (E-Ticket) รองรับตั๋วร่วมและบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย


    นายบรรยงค์ กล่าวว่า สนใจรับซื้อกิจการรถเมล์ด่วนพิเศษ BRT ของบริษัท กรุงเทพธนาคม เพื่อนำรถ BRT ในฟลีทจำนวน 25 คัน มาวิ่งหารายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจากการเจรจาเบื้องต้นนั้นทางกรุงเทพธนาคมเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว พร้อมโอนงานบริหารเส้นทางเดินรถ BRT ให้เมื่อทุกอย่างพร้อม



    https://www.posttoday.com/economy/555621


    --------

    ทุ่มหมื่นล้านกินรวบ "รถเมล์"
    เดลินิวส์
    25 มิถุนายน 2561



    เอกชนเตรียมทุ่มหมื่นล้านบาทควบรวมกิจการรถเมล์ วางหมากทั้งเช่า-ซื้อ หวังบริหารเองทั้งหมดรับปฏิรูปรถเมล์ 269 เส้นทาง วางเป้าเฟสแรก 1,500 คัน เผยสนฮุบกิจการรถเมล์บีอาร์ที ผลเจรจา กทม.ฉลุย


    นายบรรยงค์ อัมพรตระกูล ประธานสหพันธ์รถเมล์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล เปิดเผยว่า สหพันธ์ได้จับมือบริษัท ช ทวี จำกัด(มหาชน) หรือ CHO เตรียมตั้งบริษัทร่วมเพื่อลงทุนควบรวมกิจการรถเมล์เอกชนร่วมบริการ(รถร่วม) เพื่อรองรับการปฏิรูปรถเมล์ 269 เส้นทาง ภายหลังจากพบว่าผู้ประกอบการรถร่วมรายเล็กและรายกลางส่วนใหญ่เกิดปัญหาขาดทุนสะสมจนไม่สามารถลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ทั้งการจัดซื้อรถเมล์ใหม่และติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมสำหรับแผนการลงทุนดังกล่าวตั้งเป้าจัดหารถเมล์เข้าบริษัททั้งสิ้น 6,000 คัน เฉลี่ยคันละ1.5-2 ล้านบาท รวมวงเงินลงทุนราว 1 หมื่นล้านบาทโดยเน้นไปที่การซื้อสัมปทานเส้นทางเดินรถและตัวรถเมล์เข้ามารวมกันเพื่อบริหารเองทั้งหมดสำหรับการจัดซื้อระยะแรกนั้นขณะนี้เจรจาได้แล้ว 1,500 คัน คิดเป็นเงินลงทุนอยู่ที่2.2-3 พันล้านบาท


    นายบรรยงค์ กล่าวต่อว่านอกจากซื้อเส้นทางเดินรถและตัวรถแล้ว ยังมีแผนจ้างเดินรถเมล์ในแต่ละสายอีกด้วยเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีรายได้ที่มั่นคงและเสถียรภาพโดยบริษัทจะประกันรายได้ต่อวันที่ 7,500 บาท คิดเป็น 30 บาทต่อ กม. รวม 250 กม.ต่อวัน ซึ่งสูงกว่าปัจจุบันที่ผู้ประกอบการมีรายได้เพียง5,000 บาทต่อวันต่อคัน สำหรับมาตรฐานรถเมล์ใหม่หลังควบรวมแล้วบริษัทจะลงทุนงานระบบเทคโนโลยีบนรถเมล์เพื่ออำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการ ทั้งระบบเครื่องอ่านบัตรโดยสารอัตโนมัติ (อีทิคเก็ต) รองรับตั๋วร่วมและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมถึงเพิ่มช่องทางการชำระเงินผ่านการสแกนบาร์โค้ดและจ่ายผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นสมาร์ทบัสไร้พนักงานเก็บค่าโดยสาร


    นายบรรยงค์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังสนใจรับซื้อกิจการรถเมล์ด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) ของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด อีกด้วย เพื่อนำรถบีอาร์ที 25คันมาวิ่งหารายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มั่นใจว่าจะคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ที่ 8,000 บาทต่อวันต่อคัน เพียงพอกับรายได้ในแต่ละวัน จากปัจจุบันมีต้นทุนกว่า 12,000 บาทต่อวันต่อคัน จากการเจรจาเบื้องต้นนั้นกรุงเทพธนาคมเห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวพร้อมโอนงานบริหารเส้นทางเดินรถบีอาร์ทีให้เมื่อทุกอย่างพร้อม


    ในอนาคตยังมีแนวคิดดำเนินกิจการรถเมล์และรถสองแถวบริการขนส่งมวลชนแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point) ด้วยราคาเหมาเพียงคนละ 30 บาทต่อเที่ยว พร้อมรับส่งถึงหน้าประตูบ้านตลอดจนทำหน้าที่ฟีดเดอร์ขนส่งผู้โดยสารไปยังระบบขนส่งมวลชนหลักอย่างรถไฟฟ้าอีกด้วย ซึ่งแนวคิดดังกล่าวจะสามารถแก้รถติดได้ หากรัฐบาลสนับสนุนนโยบายให้มีช่องทางวิ่งเฉพาะรถเมล์ (Bus lane) ทั่วกรุงเทพฯ โดยห้ามรถประเภทอื่นวิ่งในช่องจราจรตั้งแต่ 06.00-08.30 น. และ 17.00-19.30 น.



    https://www.dailynews.co.th/economic/651039

  2. 1 คนถูกใจสิ่งนี้


  3. #122
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    ช ทวีฯ ตั้ง บ. ลูกลุยฮุบกิจการรถเมล์เมืองกรุง
    เดลินิวส์
    16 พฤศจิกายน 2561



    ช ทวีฯ ตั้ง บ.ลูกลุยฮุบกิจการรถเมล์เมืองกรุง จ่อลงทุนล็อตแรก 3 พันล้านซื้อรถเมล์ใหม่ 2 พันคัน ควบรวมวงการรถเมล์ จัดทัพรอประมูลเส้นใหม่ สนซื้อรถเมล์ อีวี-ไฮบริดหมื่นล้าน ควงเอกชนสนดูแลกิจการบีอาร์ที


    นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO เปิดเผยว่า ได้ก่อตั้งบริษัทแห่งใหม่ขึ้นภายใต้ชื่อบริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด โดยมี ช ทวีฯ ถือหุ้น 100% เน้นกิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะในกรุงเทพฯ เพื่อรองรับการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ใหม่ 269 เส้นทาง โดยเน้นไปที่การซื้อสัมปทานเส้นทางเดินรถและตัวรถเมล์เข้ามารวมกัน เพื่อบริหารเองทั้งหมด นอกจากนี้มีแผนจ้างเดินรถเมล์ในแต่ละสายอีกด้วย สำหรับแนวทางดังกล่าวเป็นการควบรวมกลุ่มผู้ประกอบการให้เข้มแข็งมากขึ้น ตลอดจนแก้ปัญหาขาดทุนสะสมของผู้ประกอบการเดิมส่งผลให้ไม่สามารถลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนในระยะแรกนั้นอยู่ระหว่างเตรียมจัดหาแหล่งเงินทุนควบคู่ไปกับการเปิดระดมทุน เพื่อจัดซื้อรถเมล์ใหม่จำนวน 1,700-2,000 คัน ดังนั้นรถเมล์ใหม่ที่จะนำมาให้บริการระบบเทคโนโลยีบนรถเมล์ (สมาร์ทบัส) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ ทั้งระบบเครื่องอ่านบัตรโดยสารอัตโนมัติ (อีทิคเก็ต) รองรับตั๋วร่วมและบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเพิ่มช่องทางการชำระเงินแบบดิจิทัล


    นายสุรเดช กล่าวต่อว่า หลังจากที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เตรียมเสนอแผนจัดซื้อรถเมล์ใหม่ 3,000 คันเข้าสู่แผนฟื้นฟูนั้น ช ทวี มีความสนใจที่จะยื่นประมูลโครงการดังกล่าว โดยจะยังคงจับมือกับบริษัท สแกน อินเตอร์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCN เริ่มจากในปี 62 ซึ่ง ขสมก. มีแผนจะเปิดประมูลโครงการรถเมล์ไฟฟ้า (อีวี) 35 คันพร้อมสถานีอัดประจุไฟฟ้า วงเงิน 466 ล้านบาท นอกจากนี้ยังสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการจัดหารถเมล์ไฮบริด จำนวน 1,453 คัน วงเงิน 1.16 หมื่นล้านบาท อีกด้วย ส่วนกรณีที่ ขสมก. เตรียมบอกเลิกสัญญาบอกเลิกสัญญาโครงการเช่าระบบกล่องเก็บค่าโดยสาร (Cash Box) บนรถโดยสารประจำทาง 2,600 คันนั้นเบื้องต้น ช ทวีฯ ไม่ได้ติดขัดอะไรกับการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว เนื่องจากการส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามสเปคที่คู่สัญญากำหนด ดังนั้นจึงต้องยอมรับในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามการที่ ขสมก. จะเข้ามาเจรจาขอยกเลิกสัญญา พร้อมปรับวงเงินสัญญาเช่าอีทิคเก็ตเป็นตัวเลขใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูตัวเลขใหม่แต่เบื้องต้นคงไม่มีปัญหาอะไร


    ด้านนายบรรยงค์ อัมพรตระกูล ประธานสหพันธ์รถเมล์ กทม. และปริมณฑล กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับบริษัท ช ทวีฯ ถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจรถเมล์แล้ว เบื้องต้นการลงทุนจัดซื้อรถเมล์ 1,700-2,000 คันนั้นจะใช้วงเงินลงทุนประมาณ 2.5-3 พันล้านบาทเฉลี่ยราคา 1.5-2 ล้านบาทต่อคัน สำหรับคาดการณ์ผลประกอบการในอนาคตนั้นคาดว่าอยู่ที่ปีละ 600 ล้านบาท หรือเฉลี่ยกำไร 1,000 บาทต่อวันต่อคัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนลักคือเทคนิคการลดต้นทุนและประสบการณ์เดินรถในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังหารือร่วมกับ ช ทวีฯ และ พล.ต.อ. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อยื่นเสนอขอรับซื้อกิจการรถเมล์ด่วนพิเศษ (บีอาร์ที) ของบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด อีกด้วยเพื่อนำรถบีอาร์ทีในฟลีทจำนวน 25 คันมาวิ่งหารายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาจราจร อย่างไรก็ตามการจัดซื้อรถเมล์ใหม่ในอนาคต เพื่อนำมาประกอบกิจการนั้นอาจเน้นไปที่รถโดยสารขนาดเล็ก 7-8 เมตรเพื่อให้สอดรับกับสภาพการจราจรในปัจจุบันและมีความคล่องตัวเวลารถติดมากขึ้นตลอดจนรองรับการเป็นธุรกิจขนส่งฟีดเดอร์รถไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย



    https://www.dailynews.co.th/economic/677321


    -------

    ช.ทวีเดินหน้าผุดบริษัทลูกลุยกิจการรถเมล์เต็มสูบ
    ไทยโพสต์
    16 พฤศจิกายน 2561



    ช.ทวี เดินหน้าคลอดบริษัทลูกลุยกิจการรถเมล์เมืองหลวง จ่อลงทุนล็อตแรก 3 พันล้านซื้อรถเมล์ใหม่ 2 พันคัน ควบรวมกิจการรถเมล์จัดทัพรอประมูลเส้นใหม่


    นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO เปิดเผยว่าได้ก่อตั้งบริษัทแห่งใหม่ขึ้นภายใต้ชื่อบริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด โดยมีช.ทวีถือหุ้น 100% เน้นกิจการด้านรถเมล์โดยสารสาธารณะในกรุงเทพมหานครเพื่อรองรับการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ใหม่ 269 เส้นทาง โดยเน้นไปที่การซื้อสัมปทานเส้นทางเดินรถและตัวรถเมล์เข้ามารวมกันเพื่อบริหารเองทั้งหมด


    นอกจากนี้มีแผนจ้างเดินรถเมล์ในแต่ละสายอีกด้วย สำรับแนวทางดังกล่าวเป็นการควบรวมกลุ่มผู้ประกอบการให้เข้มแข็งมากขึ้น ตลอดจนแก้ปัญหาขาดทุนสะสมของผู้ประกอบการเดิมส่งผลให้ไม่สามารถลงทุนเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก(ขบ.)ได้


    อย่างไรก็ตามสำหรับการลงทุนในระยะแรกนั้นอยู่ระหว่างเตรียมจัดหาแหล่งเงินทุนควบคู่ไปกับการเปิดระดมทุนเพื่อจัดซื้อรถเมล์ใหม่จำนวน 1,700-2,000 คัน ดังนั้นรถเมล์ใหม่ที่จะนำมาให้บริการระบบเทคโนโลยีบนรถเมล์(Smart Bus) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้ ทั้งระบบเครื่องอ่านบัตรโดยสารอัตโนมัติ(E-Ticket) รองรับตั๋วร่วมและบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเพิ่มช่องทางการชำระเงินแบบดิจิทัล


    นายสุรเดชกล่าวต่อว่าหลังจากที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.)เตรียมเสนอแผนจัดซื้อรถเมล์ใหม่ 3,000 คันเข้าสู่แผนฟื้นฟูนั้น ช.ทวี มีความสนใจที่จะยื่นประมูลโครงการดังกล่าว โดยจะยังคงจับมือกับบริษัท สแกน อินเตอร์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCN เริ่มจากในปี 2562 ซึ่งขสมก.มีแผนจะเปิดประมูลโครงการรถเมล์ไฟฟ้า(EV) 35 คันพร้อมสถานีอัดประจุไฟฟ้า วงเงิน 466 ล้านบาท นอกจากนี้ยังสนใจที่จะเข้าร่วมประมูลโครงการจัดหารถเมล์ไฮบริด จำนวน 1,453 คัน วงเงิน 1.16 หมื่นล้านบาท อีกด้วย


    อย่างไรก็ตามส่วนกรณีที่ ขสมก. เตรียมบอกเลิกสัญญาบอกเลิกสัญญาโครงการเช่าระบบกล่องเก็บค่าโดยสาร (Cash box) บนรถโดยสารประจำทาง 2,600 คันนั้นเบื้องต้นช.ทวีไม่ได้ติดขัดอะไรกับการบอกเลิกสัญญาดังกล่าว เนื่องจากการส่งมอบสินค้าไม่เป็นไปตามสเปคที่คู่สัญญากำหนด ดังนั้นจึงต้องยอมรับในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามการที่ขสมก.จะเข้ามาเจรจาขอยกเลิกสัญญาพร้อมปรับวงเงินสัญญาเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ (E-Ticket) เป็นตัวเลขใหม่นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอดูตัวเลขใหม่แต่เบื้องต้นคงไม่มีปัญหาอะไร



    https://www.thaipost.net/main/detail/22082
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Th_jung : 16/11/18 เมื่อ 12:53

  4. 1 คนถูกใจสิ่งนี้


  5. #123
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    "รถเมล์" เส้นปฏิรูปไม่เวิร์ค
    เดลินิวส์
    5 ธันวาคม 2561



    “อาคม” รับปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ต้องค่อยเป็นค่อยไป หลังเปิดให้บริการเส้นทางใหม่ไม่เวิร์ค แนะวิ่งระยะสั้น ต่อเนื่องไม่ขาดระยะ ปรับตัวเป็นฟีดเดอร์รถไฟฟ้า


    นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เปิดเผยความคืบหน้าการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ 269 เส้นทางว่า ขณะนี้ได้เปิดให้บริการนำร่องรถเมล์ 2 เส้นทางแล้ว คือ สาย R26E สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์-โรงพยาบาลรามาธิบดี (ทางด่วน) ค่าโดยสาร 13-25 บาท ตามระยะทาง และ รถโดยสารปรับอากาศขนาดเล็ก (ไมโครบัส) จำนวน 21 ที่นั่ง สายY70E มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) รัตนโกสินทร์ ศาลายา-สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต (ทางด่วน) ค่าโดยสาร 45 บาทตลอดสาย ซึ่งพบว่าสาย R26E ยังไม่ค่อยมีผู้ใช้บริการ ดังนั้นการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ต้องค่อยเป็นค่อยไป หากเปิดพร้อมกันประชาชนคงลำบาก เพราะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมการเดินทาง รวมถึงต้องพิจารณาโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าร่วมด้วย ซึ่งอยู่ระหว่างก่อสร้างหลายสาย รถเมล์อาจต้องใช้เส้นทางเดิมไปก่อน และในอนาคตต้องเน้นการเชื่อมต่อ ซึ่งองค์การขนส่งมวลชน (ขสมก.) ต้องปรับตัวเป็นฟีดเดอร์ โดยปรับเส้นทางรถเมล์ให้วิ่งระยะสั้น บริหารเที่ยววิ่งให้ต่อเนื่อง และไม่ขาดระยะ


    ด้านนายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ และรักษาการผู้อำนวยการขสมก. กล่าวว่า รถเมล์นำร่องสาย R26E ที่ไม่ค่อยได้รับความนิยม เนื่องจากสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์อยู่ระหว่างการก่อสร้างเป็นเมืองใหม่ขนาดใหญ่ จึงทำให้มีผู้โดยสารจากต้นทางมายังปลายทางจำนวนน้อย และยอมรับว่ารถเมล์สายนี้เปิดให้บริการเร็วไป
        

    ขณะที่นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า การขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ทยอยเปิดประมูลรถเมล์เส้นทางใหม่ รวมทั้งเส้นทางที่ผ่านรถไฟฟ้าสายสีเขียวใต้ ช่วงแบริ่ง-สมุทรปราการ ที่จะเปิดเดินรถด้วย ตลอดจนเส้นทางเดินรถเดิมที่หมดอายุใบอนุญาตเดินรถด้วย



    https://www.dailynews.co.th/economic/680944

  6. 1 คนถูกใจสิ่งนี้


  7. #124
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    ควัก 1.6 หมื่นล้าน! ปฏิรูป "เส้นทางรถเมล์"
    ไฟเขียวเอกชนควบรวมกิจการรถโดยสาร

    ฐานเศรษฐกิจ
    3 มกราคม 2562



    ผู้ประกอบการรถร่วมเอกชนจ่อควัก 1.6 หมื่นล้านบาท รับปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ใหม่ 4,000 คัน ด้าน กรมการขนส่งทางบกไฟเขียว! เอกชนควบรวมกิจการรถโดยสาร ในนาม "บริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด" โดยกลุ่ม บมจ.ช ทวี เป็นแกนนำ


    นายกมล บูรณพงศ์ รองอธิบดี กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า มีความคืบหน้าการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารสาธารณะ 269 เส้นทางนั้น ขณะนี้สรุปยอดตัวเลขเส้นทางใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนราว 25 เส้นทาง ส่วนเส้นทางเดินรถเดิมจะปรับให้มีระยะทางสั้นลง เพื่อลดการทับซ้อนเส้นทางเดินรถ เช่น เส้นทางเดิมแทบทุกสายจะวิ่งเข้าหาใจกลางเมือง อย่าง 'อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ' ทว่าในอนาคตจะปรับให้เส้นทางวิ่งไปยังจุดเชื่อมต่อระบบขนส่ง อย่าง สถานีรถไฟฟ้าขนาดใหญ่ ท่าเรือสำคัญริมแม่น้ำเจ้าพระยา สถานีขนส่ง และสนามบิน ตามนโยบายการขนส่งไร้รอยต่อ


    ดังนั้น รถเมล์จึงเป็นเพียงฟีดเดอร์ป้อนผู้โดยสารเข้าระบบขนส่งหลักอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม มองว่าเป็นไปได้ยากที่จะผลักดันให้การปฏิรูปเสร็จในปี 2562 ตามแผนที่ได้ตั้งไว้ เนื่องจากต้องมีขั้นตอนจัดสรรเส้นทางให้เอกชนรายเดิมและรายใหม่ ส่วนด้านผู้ประกอบการก็ต้องลงทุนเม็ดเงินกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท เพื่อจัดซื้อรถใหม่ 4,000 คัน หรือเฉลี่ย 4 ล้านบาท/คัน เป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ทั้งการรอแหล่งเงินทุนและขั้นการตอนส่งมอบรถ ที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน


    "สำหรับกรณีที่มีการจัดตั้งบริษัทเอกชนเพื่อควบรวมกิจการรถโดยสารเอกชนร่วมบริการ (รถร่วมฯ) ตามหลักแล้วสามารถทำได้ ไม่ผิดกติกา แต่ทั้งนี้ต้องรอดูว่าจะเจรจาไปได้ถึงไหนและมีรูปแบบการบริหารรถร่วมฯ ทั้งหมดได้อย่างไร ตอนนี้ยังไม่มีข้อห้าม แต่จะพิจารณาเรื่องการผูกขาดกิจการ เพราะต้องไม่ลืมว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ยังอยู่ในฐานะผู้ประกอบการที่ต้องจัดเส้นทางเดินรถให้ด้วย"


    ด้าน นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO กล่าวว่า สำหรับแผนงานของ บริษัท อมรรัตนโกสินทร์ จำกัด มีแผนที่จะควบรวมกลุ่มผู้ประกอบการให้เข้มแข็งมากขึ้น โดยการเจรจากับผู้ประกอบการเดิมเพื่อขอจ้างเหมาวิ่งรถในแต่ละวัน รวมถึงการเจรจาข้อเสนออื่น ๆ ด้วย


    "อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2562 จะเดินหน้าสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญการยกระดับระบบขนส่งสาธารณะควบคู่กับการเดินหน้าเข้าหาผู้ประกอบการ ก่อนวางแผนลงทุนจัดซื้อรถเมล์ใหม่ พร้อมติดตั้งระบบเครื่องอ่านบัตรโดยสารอัตโนมัติ (E-Ticket) รองรับตั๋วร่วมและบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย รวมถึงเพิ่มช่องทางการชำระเงินแบบดิจิทัลอีกด้วย"



    http://www.thansettakij.com/content/369228

  8. #125
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    เข้มไลเซ่นส์เดินรถใหม่
    ต้องใช้รถใหม่ หรืออายุไม่เกิน 2 ปี

    ข่าวสด
    21 กุมภาพันธ์ 2562



    นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม รักษาราชการรองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ มีมติเห็นชอบแผนการปฏิรูปรถโดยสารประจำทางในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง ตามที่กรมการขนส่งทางบก(ขบ.) เสนอ แต่การออกใบอนุญาตประกอบการขนส่งให้คงใช้เส้นทางเดินรถตามโครงข่ายเดิมไปก่อน จำนวน 208 เส้นทางไปก่อน เนื่องจากการปรับและเปลี่ยนชื่อเส้นทางใหม่อาจจะสร้างความสับสนกับผู้ใช้บริการ และอาจทำให้ผู้ใช้บริการต้องชำระค่าโดยสารเพิ่มขึ้นจากการตัดเส้นทางให้สั้นลง ขณะที่ผู้ประกอบการอาจเสียสิทธิในการเดินรถเนื่องจากเส้นทางถูกยุบ


    สำหรับการขอรับใบอนุญาตประกอบการขนส่ง นั้น ที่ประชุมกำหนดให้ผู้ยื่นขอใบอนุญาติ ต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด และต้องมีการนำรถใหม่หรือรถที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี มาวิ่งเท่านั้น โดยจะต้องมีสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 70% ของจำนวนรถที่บรรจุในเส้นทางนั้นภายในระยะเวลา 2 ปี หากทำไม่ได้จะต้องออกจากระบบและจะประกาศหาผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาแทน



    https://www.khaosod.co.th/economics/news_2234996

  9. 1 คนถูกใจสิ่งนี้


  10. #126
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    เล็งยกระดับ "รถกะป้อ-รถสองแถว" ในซอย
    สั่งกรมขนส่งฯ ทำแผนเชื่อมรถไฟฟ้า

    The Bangkok Insight
    28 กุมภาพันธ์ 2562



    "คมนาคม" เล็งยกระดับ "รถกะป้อ-รถสองแถว" ที่ให้บริการในซอย สั่งกรมขนส่งฯ ทำแผนภายใน 6 เดือน ต้องปลอดภัยและเชื่อมเส้นทางรถไฟฟ้า


    นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง วานนี้ (27 ก.พ.) ว่า ที่ประชุมฯ ขอให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จัดทำแผนการปรับปรุงเส้นทางและมาตรฐานรถโดยสารสาธารณะหมวด 4 ซึ่งเป็นรถที่ให้บริการอยู่ในซอยต่างๆ เพื่อสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันมากขึ้น


    เนื่องจากปัจจุบันถนนในซอยหลายแห่งมีสภาพเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น ถนนอ่อนนุช ซึ่งเคยมีขนาด 2 ช่องจราจร ก็กว้างขึ้นเป็นขนาด 6 ช่องจราจร ส่งผลให้รถขนาดเล็กที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน เช่น รถสองแถว รถกะป้อ ไม่เหมาะสมกับขนาดถนนและมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัย


    กรมการขนส่งฯ จึงต้องหาแนวทางปรับปรุงมาตรฐานรถหมวด 4 ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและเหมาะกับสภาพถนนมากขึ้น เช่น นำรถโดยสารขนาดเล็ก (Minibus) หรือรถที่มีเครื่องปรับอากาศ (รถแอร์) มาให้บริการแทน โดยต้องกำหนดว่า รถแบบใด เหมาะกับถนนขนาดใด


    นอกจากนี้ในอีก 5 ปีข้างหน้า กรุงเทพฯ และปริมณฑลจะมีรถไฟฟ้าเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอีกหลายเส้นทาง ดังนั้น รถโดยสารหมวด 4 จึงควรทำหน้าที่เชื่อมต่อชุมชนที่อยู่ในตรอกซอกซอยกับโครงการรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นระบบขนส่งมวลชนหลัก (Feeder) โดยตอนนี้มีผู้ประกอบการจำนวนมากสนใจวิ่งรถเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า เช่น บริเวณพื้นที่บางแค เชื่อมกับรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีบางหว้า เป็นต้น


    เพราะฉะนั้นจะต้องกำหนดเส้นทางให้รถหมวด 4 เชื่อมต่อรถไฟฟ้า แต่ขณะเดียวกันเส้นทางดังกล่าวก็ต้องไม่ซ้อนทับกันเอง จนทำให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการ และจะต้องไม่กีดขวางการจราจรเมื่อออกสู่ถนนใหญ่ด้วย


    “คาดว่าจะเห็นแนวทางปรับปรุงรถหมวด 4 ออกมาภายใน 6-8 เดือน โดยพื้นที่ที่มีรถหมวด 4 ให้บริการจำนวนมาก เช่น แถวบางแค รามคำแหง ซึ่งก็ต้องปรับปรุงให้รถหมวด 4 ให้เชื่อมกับรถไฟฟ้า มีความปลอดภัยและไม่กีดขวางการจราจร แต่ก็ต้องหามาตรการไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการด้วย เพราะส่วนใหญ่ที่ทำก็เป็นคนเก่าแก่ ที่ทำมา 20-30 ปี” นายจิรุตม์กล่าว



    https://www.thebangkokinsight.com/110401/
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Th_jung : 01/03/19 เมื่อ 15:04

  11. 1 คนถูกใจสิ่งนี้


  12. #127
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    เช็ตซีโร่รถเมล์เหลือไม่ถึง 208 เส้นทาง
    เดลินิวส์
    1 มีนาคม 2562



    โล๊ะรถสองแถว-กะป๊อ เก่าโทรมในซอยเป็นมินิบัส ปฏิรูปใหม่ทั้งตัวรถ-เส้นทางให้เข้ากับปัจจุบัน พร้อมเซ็ตซีโร่รถเมล์ให้ขอรับใบอนุญาตเดินรถใหม่ทั้งหมด กำหนดเงื่อนไข 70% เป็นรถใหม่ภายใน 2 ปี ทำไม่ได้ต้องออกจากระบบ


    นายจิรุตม์ วิศาลจิตร ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการฯเมื่อวันที่ 27 ก.พ.ที่ผ่านมา มีมติให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ไปจัดทำแผนปรับปรุงรถหมวด 4 คือ เส้นทางรถโดยสารประจำทาง ซึ่งประกอบด้วยเส้นทางสายหลัก และเส้นทางสายย่อย ใน 3 เส้นทาง ได้แก่ 1.เส้นทางสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์-คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 2.เส้นทางบางแค-โรงเรียนศึกษานารี และ 3. เส้นทางบางแค-มหาวิทยามหิดลศาลายา


    นายจิรุตม์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังหารือกรอบเวลาการขอรับใบอนุญาตเดินรถโดยสารประจำทาง หรือ รถเมล์ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในเส้นทางเดินรถเดิม 208 เส้นทาง โดยยกเลิกใบอนุญาตที่มีอยู่เดิม และ เซ็ตซีโร่ (Set Zero) ใหม่ทั้งหมด ตามแผนการปฏิรูปรถเมล์ ขณะนี้ยังไม่มีกำหนดเวลาที่ชัดเจนว่าจะเปิดให้ขอรับใบอนุญาตเดินรถใหม่เมื่อไหร่ ดังนั้นที่ประชุมจึงมอบหมาย ขบ. ไปรวมรวมข้อมูลและกฎหมายที่เกี่ยวข้องและกำหนดระยะเวลาการขอรับใบอนุญาตใหม่มาเสนอให้คณะกรรมการฯพิจารณาภายใน 1 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 44


    นายจิรุตม์ กล่าวอีกว่า ขบ.ได้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเดิมมาขอรับใบอนุญาตใหม่ โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ภายใน 2 ปีผู้ประกอบการจะต้องนำรถใหม่ พร้อมติดตั้งกล้อง CCTV ระบบจีพีเอส GPS และระบบความปลอดภัยอื่นๆมาให้บริการ ในสัดส่วน 70% ของจำนวนรถทั้งหมดในเส้นทางนั้นแต่หากภายใน 2 ปีไม่สามารถดำเนินการได้ขบ.จะเพิกถอนใบอนุญาต ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มเห็นการปฏิรูปรถเมล์ที่เป็นรูปธรรมในช่วงเดือน มี.ค.นี้


    นายจิรุตม์ กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังแสดงความเห็นเรื่องการให้บริการในซอย ได้แก่ รถสองแถว และรถกะป๊อ ว่าสภาพถนนในซอยหลายแห่งมีการขยายช่องจราจร จาก 2 ช่องจราจรไปกลับเป็น 6 ช่องจราจรไปกลับ เช่น ซอยเอกมัย ซอยอ่อนนุช เป็นต้น ประกอบกับรถในหลายซอยยังวิ่งเป็นฟีดเดอร์เชื่อมชุมชนกับสถานีรถไฟฟ้า เช่น สถานีบางหว้าในพื้นที่บางแค หรือพื้นที่คลองทวีวัฒนา เป็นต้น และต้องวิ่งออกมาบนถนนใหญ่เสี่ยงต่อความปลอดภัยและการทับซ้อนเส้นทาง รวมถึงสภาพตัวรถใม่ได้มาตรฐาน ดังนั้นที่ประชุมจึงมอบให้ขบ.ไปทำกรอบการปฏิรูปรถในซอย สอดคล้องกับสภาพการณ์ในแต่ละซอยมากที่สุด เช่น การเปลี่ยนรถสองแถวหรือรถกะป๊อในซอยใหญ่เป็นรถโดยสารขนาดเล็ก (มินิบัส) หรือ รถโดยสารปรับอากาศ (รถแอร์) และจัดหาที่จอดเพื่อไม่ให้กีดขวางการจราจร โดยให้ขบ.ใช้เวลาจัดทำเป็นแผนแม่บท 6-8 เดือนก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการฯพิจารณาอนุมัติต่อไป



    https://www.dailynews.co.th/economic/695976

  13. 1 คนถูกใจสิ่งนี้


  14. #128
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    "ช ทวีฯ" ทุ่มกินรวบรถเมล์ร่วม ขสมก.
    ยกระดับคุณภาพบริการ

    เดลินิวส์
    1 มีนาคม 2562



    ช ทวีฯ ทุ่มงบ 1 หมื่นกว่าล้านบาท ซื้อรถเมล์ใหม่ 2 พันคัน วิ่งเส้นทางรถร่วม ขสมก.-รับปฏิรูปรถเมล์ คาดปีนี้ มีรถเมล์ใหม่ 300-400 คัน พร้อมติดไวไฟฟรี-อิทีคเก็ต สร้างแอพฯ เช็กรถเมล์แก้หงุดหงิดรอเก้อ


    นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ช ทวี จำกัด (มหาชน) หรือ CHO เปิดเผยว่า ได้จัดตั้งบริษัทอมรรัตนโกสินทร์จำกัด โดยช ทวีฯ ถือหุ้น 100% เพื่อรวบรวมรถร่วมบริการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) มาบริหารเองทั้งหมด ขณะนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมแล้ว 40 ราย รวมรถเมล์ 2,000 กว่าคัน เกือบ 100% ของผู้ประกอบการรถร่วม ขสมก.ที่มี 40 กว่าราย รถเมล์ทั้งหมด 3,000 พคัน แต่ให้บริการจริง 1,700-2,000 คัน อายุใช้งาน 10-30 ปี จากนั้นจะจัดซื้อรถเมล์ใหม่ทั้งหมด 2,000 คัน ให้เป็นมาตรฐานบริการเดียวกันทั้งหมด ใช้วงเงินลงทุน 10,000 กว่าล้านบาท หรือคันละ 4 ล้านกว่าบาท ส่วนรถเก่าที่ซื้อมาหากอายุใช้งานไม่มากจะปรับโฉมใหม่ให้ทันสมัย ขณะที่รถเก่าที่มีสภาพใช้งานไม่ได้จะขายเป็นเศษเหล็ก จากนั้นจะทยอยจัดซื้อรถเมล์ใหม่เข้ามาให้บริการ ปีละ 400-500 คัน โดยปี 62 นี้จะซื้อก่อน 300-400 คัน เพื่อนำร่องเป็นต้นแบบ (โมเดล) ก่อน คาดว่าจะจัดซื้อครบทั้ง 2,000 คัน ประมาณปี 66-67


    นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ช ทวีฯ จะเปิดรับสมัครพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสาร อาจเป็นพนักงานที่ทำงานอยู่ในบริษัทรถร่วมเดิมที่มีประวัติการทำงานดีมีคุณภาพการมาให้บริการ ซึ่งพนักงานเหล่านี้จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพราะรับรายได้เป็นเดือนมีสวัสดิการ มีประกันสังคม การตรวจสุขภาพ และอบรมการให้บริการที่ดี แตกต่างจากปัจจุบันที่พนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับค่าจ้างเป็นรายวันหรือเฉลี่ย 10,000-20,000 บาทต่อเดือน ไม่มีความมั่นคง ยืนยันว่ามีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิมแน่นอน


    นายสุรเดช กล่าวต่อว่า สำหรับรถที่ซื้อใหม่จะเป็นรถโดยสารปรับอากาศใช้เชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) ขนาด 8 เมตร รองรับได้ 30 คน และ ขนาด 10 เมตร รองรับได้ 60 คน นำเข้าจากประเทศจีนแล้วประกอบภายในประเทศ เพื่อส่งเสริมการจ้างแรงงานภายในประเทศ พร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งฟรีไวไฟให้ผู้โดยสารใช้เน็ตทำงานผ่านสมาร์ทโฟนขณะนั่งรถเมล์ได้ ติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (อีทิคเก็ต) แต่ช่วงปีแรกจะใช้พนักงานไปก่อน อนาคตเมื่อคุ้นชินระบบอีทิคเก็ตจะไม่ใช้พนักงาน รวมทั้งพัฒนาแอพพลิเคชั่นตรวจสอบตำแหน่งรถเมล์ป้ายรถเมล์ เส้นทาง และพนักงานขับรถ เพื่อวางแผนการเดินทางได้ โดยรถเมล์จะวิ่งให้บริการในเส้นทางเดิมขณะเดียวกันจะรองรับการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ 269 เส้นทางที่กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ดำเนินการด้วย เพราะถ้าเป็นเอกชนรายเดียวบริหารจัดการจะไม่มีปัญหาวิ่งทับเส้นทางหรือแย่งผู้โดยกัน


    นายสุรเดช กล่าวต่อว่า อยากให้ภาครัฐ ออกกฎหมายส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ เหมือน จ.ขอนแก่น จะช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางได้จำนวนมาก เพื่อแก้ไขปัญหารถติด อาทิ บริษัทต่างๆ ออกตั๋วรายเดือนมีส่วนลดค่าตั๋วรายเดือนให้จาก 1,000 บาท ลดเหลือ 600-700 บาท ทำให้ค่าใช้จ่ายเดินทางของมนุษย์เงินเดือนในกรุงเทพฯ ลดลง หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เหมือนกับต่างประเทศ ซึ่งภาครัฐอาจตั้งกองทุนสนับสนุนภาคเอกชนหรือมาตรการลดภาษี ช่วยสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้รถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะช่วยให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย



    https://www.dailynews.co.th/economic/695931

  15. 1 คนถูกใจสิ่งนี้


  16. #129
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    จ่อเคาะแผนเปลี่ยนชื่อ "รถเมล์" ใหม่ทั่วกรุง 205 สาย
    The Bangkok Insight
    10 กันยายน 2562



    ขนส่งทางบกกลาง” ไฟเขียวใบอนุญาต “รถเมล์” ล็อตแรก 9 เส้นทาง คาดเอกชนเริ่มปล่อยรถใหม่ออกวิ่งตั้งแต่เดือนหน้า พร้อมเตรียมพิจารณาแผนเปลี่ยนชื่อรถเมล์ใหม่ทั้งกรุงเทพฯ 205 สาย


    นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง วันนี้ (10 ก.ย.) ว่า ที่ประชุมฯ เห็นชอบการออกใบอนุญาตประกอบกิจการเดินรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลใหม่จำนวน 9 เส้นทาง โดยนับเป็นการเห็นชอบใบอนุญาตตามแผนการปฏิรูปรถเมล์เป็นครั้งแรก


    สำหรับเส้นทางที่ได้รับการอนุมัติในครั้งนี้ เป็นเส้นทางเดิมที่มีขยายหรือปรับลดระยะทางลงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ซ้อนทับกับเส้นทางอื่น และเป็นเส้นทางที่มีผู้เดินรถเพียงรายเดียว โดยใบอนุญาตจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

    1. เส้นทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่
    สาย A1 ดอนเมือง-จตุจักร
    สาย A2 ดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

    2.เส้นทางของเอกชน จำนวน 7 เส้นทาง ได้แก่
    สายปากเกร็ด-จตุจักร
    สายปากเกร็ด-มีนบุรี
    สายวัดปรางค์หลวง (บางใหญ่) –บางเขน
    สายท่าอิฐ-รามคำแหง
    สายวงกลมเคหะธนบุรี-บางแค
    สายเคหะธนบุรี-สถานีรถไฟฟ้าลุมพินี


    ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตจะต้องจัดหารถเมล์ใหม่มาให้บริการภายใน 3 ปี แต่ยอมรับว่า ผู้ประกอบการบางส่วนก็ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวได้ จึงต้องไปหาทุนใหม่ หรืออาจจะยกเส้นทางให้ทุนใหม่เลย หรืออาจจะร่วมทุนกันเพื่อจัดหารถเมล์ใหม่มาวิ่ง


    “เราเห็นชอบใบอนุญาตให้เอกชนทั้งหมด 7 เส้นทาง หลังจากนี้เอกชนต้องนำรถเมล์ใหม่ ที่มีอายุไม่เกิน 2 ปี มาวิ่งให้บริการ 70% ของฟลีตภายใน 3 ปี เดือนหน้าก็จะทยอยเห็นรถเมล์ใหม่มาวิ่งใน 7 เส้นทางดังกล่าว เพราะได้ยินว่าเขาก็เตรียมรถใหม่มาแล้ว” นายจิรุตม์กล่าว



    เดินหน้าปฏิรูปรถเมล์

    หลังจากนี้ กระทรวงคมนาคมและคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางจะเดินหน้าพิจารณาใบอนุญาตประกอบกิจการเดินรถเมล์ใหม่ตามแผนการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากเส้นทางเดิมที่มีผู้ให้บริการเพียงรายเดียวก่อน ส่วนเส้นทางที่มีผู้เดินรถหลายรายนั้น ผู้ประกอบการก็ต้องไปตกลงกันว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร แล้วจึงมาขอใบอนุญาต


    โดยแผนการปฏิรูปรถเมล์ได้บรรจุเส้นทางเดินรถทั้งหมด 269 เส้นทางและปัจจุบันมีผู้ให้บริการจริงเพียง 204-205 เส้นทาง แต่ในอนาคตอาจมีการปรับจำนวนเส้นทางให้เพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงการรถไฟฟ้าและสถานการณ์ต่างๆ เพราะรถเมล์มีหน้าที่ป้อนผู้โดยสารให้กับระบบขนส่งมวลชนอื่นๆ (Feeder) จึงต้องปรับเส้นทางเดินรถตามความจำเป็น



    ลุยจัดระเบียบชื่อสายรถเมล์

    นายจิรุตม์กล่าวต่อว่า กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าแผนการจัดระเบียบชื่อสายรถเมล์ใหม่ เพราะการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์จะทำให้มีเส้นทางใหม่ๆ เกิดขึ้น ดังนั้นจึงควรปรับชื่อสายรถเมล์ใหม่ให้เป็นระบบเดียวกัน เพื่อไม่เกิดความสับสนขึ้นในอนาคต


    โดยปัจจุบันการตั้งชื่อสายรถเมล์จะเรียงตามลำดับก่อนหลังในการขอใบอนุญาต แต่ต่อไปก็จะใช้ระบบแบ่งเขต (Zoning) ในการตั้งชื่อสายรถเมล์แทน ได้แก่ เลขหมวด 1 โซนเหนือ, เลขหมวด 2 โซนตะวันตก, เลขหมวด 3 โซนตะวันออก เอกมัย และเลขหมวด 4 โซนใต้และฝั่งธนบุรี ซึ่งก็ต้องมาลำดับตัวเลขสายรถเมล์ใหม่ทั้งหมด


    แต่นายจิรุตม์ยอมรับว่าประชาชนอาจความสับสนในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะรถเมล์ใหม่อาจมีตัวเลขซ้ำกับสายเดิมที่เคยมีอยู่ ดังนั้น กระทรวงคมนาคมจึงต้องหารือกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เรื่องการทำความเข้าใจกับประชาชนให้ตกผลึกก่อน จากนั้นจะเสนอเรื่องให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางพิจารณาในการประชุมครั้งถัดไป


    อย่างไรก็ตาม จะไม่มีการใช้พยัญชนะภาษาอังกฤษหรือสี เป็นชื่อสายรถเมล์อีก เพราะผลการศึกษาชี้ว่า ประชาชนไม่ชอบและเกิดความสับสน ดังนั้น จึงจะใช้ตัวเลขในการตั้งชื่อสายรถเมล์อย่างเดียวเหมือนเดิม


    “การเปลี่ยนชื่อสายรถเมล์ตามระบบโซนนิ่ง จะต้องประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจสัก 3-6 เดือน เช่น อาจจะติดชื่อสายใหม่คู่กับสายเดิม พอคนคุ้นเคยแล้วค่อยเอาออก เพื่อให้เป็นระบบเดียวกัน” นายจิรุตม์กล่าว



    https://www.thebangkokinsight.com/205716/


    --------

    จ่อเปลี่ยนหมายเลขใหม่ "รถเมล์" ทั่วกรุง
    Thai PBS
    10 กันยายน 2562



    คณะกรรมการขนส่งทางบกกลาง เตรียมเปลี่ยนหมายเลขรถเมล์ทุกเส้นทาง พร้อมจัดโซนใช้ตัวเลขบอกเส้นทางใหม่ ยืนยันช่วยลดความสับสนของประชาชนในการจดจำเส้นทาง


    วันนี้ (10 ก.ย.2562) นายจิรุตม์ วิศาลจิตร รองปลัดกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางว่า ภายใน 6 เดือน กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) จะจัดระเบียบหมายเลขของรถเมล์ในกรุงเทพ และจะมีการใช้ตัวเลขบอกเส้นทางใหม่ทั้งหมด โดยจะแบ่งตามพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร


    ได้แก่ โซนหมายเลข 1 คือกรุงเทพมหานครฝั่งเหนือ (รังสิต,วิภาวดี) เช่น 101, 108, 112 เป็นต้น โซนหมายเลข 2 คือ กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันตก (ปากเกร็ด,บางใหญ่) เช่น 201, 207, 213 เป็นต้น โซนหมายเลข 3 คือ กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก (มีนบุรี,บางกะปิ,รามคำแหง) เช่น 301, 309, 318 เป็นต้น และ โซนหมายเลข 4 คือ กรุงเทพฝั่งใต้ (พระราม 2, บางแค, ฝั่งธนบุรี) เช่น 401, 407, 420 เป็นต้น โดยการจัดทำหมายเลขสายรถเมล์ใหม่ทั้งหมดนั้นเพื่อให้สอดรับกับการปฏิรูปรถเมล์ใหม่ 269 เส้นทาง


    อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรกที่มีการใช้หมายเลขรถเมล์ใหม่ จะมีการใช้หมายเลขเก่าควบคู่ไปด้วยเพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบตัวเลขที่เปลี่ยนไป และทำให้เกิดความคุ้นชิน




    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบออกใบอนุญาตผู้ประกอบการเดินรถใน 9 เส้นทาง ซึ่งตั้งแต่เดือน ต.ค. เป็นต้นไป หรือภายใน 1-2 เดือนนี้ จะมีรถเมล์ใหม่มาวิ่งบริการประชาชนตามแผนปฏิรูป โดยเป็นเส้นทางเดินรถของ ขสมก. จำนวน 2 เส้นทางคือ เส้นทางดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ, เส้นทางดอนเมือง-สวนจตุจักร


    ส่วนอีก 7 เส้นทาง เป็นเส้นทางเดินรถของรถร่วมบริการ ขสมก. ได้แก่ เส้นทางปากเกร็ด-สวนจตุจักร วิ่งผ่านทางถนนติวานนท์และถนนงามวงศ์วาน, เส้นทางปากเกร็ด-สวนจตุจักร วิ่งผ่านทางถนนแจ้งวัฒนะและถนนวิภาวดี, เส้นทางปากเกร็ด-มีนบุรี, เส้นทางวัดปรางค์หลวง-บางเขน, เส้นทางท่าอิฐ-รามคำแหง, เส้นทางวงกลมการเคหะธนบุรี-บางแค และเส้นทางวงกลมการเคหะธนบุรี-สถานีรถไฟใต้ดินลุมพินี


    ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับใบอนุญาตจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของคณะกรรมการขนส่งทางบกกลางที่จะต้องนำรถที่มีอายุไม่เกิน 2 ปีมาวิ่งให้บริการและภายใน 3 ปีจะต้องมีรถใหม่ร้อยละ 70 ของรถทั้งหมดที่วิ่งให้บริการ




    แหล่งข่าวจากองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า มติของที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมขนส่งทางบกกลาง อนุมัติออกใบอนุญาตเส้นทางเดินรถใหม่ให้กับ ขสมก. 2 เส้นทางนั้น ประกอบด้วย เส้นทางดอนเมือง-จตุจักร (สาย A1 เดิม) และเส้นทางดอนเมือง-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (สาย A2 เดิม)


    ในส่วนของสาย A2 จะมีการปรับเส้นทางวิ่งให้บริการ คือ ในปัจจุบันจะวิ่งไปตามถนนพหลโยธิน ผ่านสวนจตุจักร สะพานควาย อารีย์ และไปสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แต่ในอนาคตจะปรับเป็นวิ่งให้บริการไปตามถนนวิภาวดีรังสิต ขึ้นดอนเมืองโทลล์เวย์ ลงดินแดง และสิ้นสุดที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยหลังจากนี้ ขสมก. จะต้องจัดทำแผนประชาสัมพันธ์การเดินรถให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบ และป้องกันการสับสน โดยจะเริ่มทยอยดำเนินการภายใน 6 เดือน



    https://news.thaipbs.or.th/content/284030
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Th_jung : 11/09/19 เมื่อ 10:57

  17. #130
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    รื้อแผนปฏิรูป ‘รถเมล์’ หั่นเหลือ 104 สายวิ่งทั่วกรุงเทพฯ
    ลดค่าครองชีพราคาเดียวเดินทางได้ทั้งวัน

    The Bangkok Insight
    25 พฤศจิกายน 2562



    เบรกปฏิรูป “รถเมล์” หลังคมนาคมตัดสินใจรื้อแผนใหม่รอบ 2 คาดหั่นเส้นทางซ้ำซ้อนเหลือ 104 สาย บรรจุมาตรการ ‘ตั๋วร่วม’ ราคาเดียวเดินทางได้รอบกรุง


    รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.), สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อยู่ระหว่างทบทวนเส้นทางการเดินรถโดยสารประจำทาง (รถเมล์) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลอีกครั้ง เพื่อปรับปรุงแผนปฏิรูปรถเมล์ฉบับที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เคยเห็นชอบไว้เมื่อเดือนมกราคม 2560 ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น


    สาเหตุที่ต้องทบทวนเส้นทางเดินรถใหม่ เนื่องจากทั้ง 3 หน่วยงานเห็นว่า การเปิดให้ขอใบอนุญาตเดินรถ 269 เส้นทาง ตามแผนเดิมปฏิรูปฉบับเดิม มีข้อดีเรื่องการเพิ่มโครงข่ายให้ครบถ้วนและมีการเปิดเส้นทางเพื่อป้อนผู้โดยสารให้กับรถไฟฟ้า (Feeder) แต่ข้อด้อยคือ ยังมีเส้นทางที่ซ้ำซ้อนกันจำนวนมาก เนื่องจากไม่ได้ตัดเส้นทางที่มีปลายทางและต้นทางซ้ำกันทิ้ง ทำให้เกิดปัญหาจราจรและการแย่งผู้โดยสาร เช่น ถนนลาดพร้าวที่ปัจจุบันมีรถเมล์ทั้งหมด 20 สาย หรือจตุจักรที่มีรถเมล์ทั้งหมด 30 สาย ขณะเดียวกันก็ไม่มีมาตรการเยียวยาเอกชน (รถร่วมฯ) ที่อาจจะไม่ได้รับการจัดสรรใบอนุญาตและได้รับผลกระทบจากแผนปฏิรูป


    ทั้ง 3 หน่วยงานจึงร่วมกันปรับปรุงเส้นทางทั้งหมดใหม่ โดยลดเส้นทางที่ซ้ำซ้อนลง ถนนเส้นหลักจะมีรถเมล์แค่ 1 สาย หรืออย่างมากไม่เกิน 3 สาย ขณะเดียวกันรถเมล์สายต่างๆ จะมีเส้นทางที่ทับซ้อนกันแค่ 4-5 ป้ายเท่านั้น ขณะเดียวกันจะยึดหลักการว่า รถเมล์ 1 สายจะมีผู้ประกอบการ 1 รายเหมือนเดิม


    การทบทวนตามหลักการนี้ จะทำให้เส้นทางเดินรถในแผนปฏิรูปฉบับใหม่ลดลงเหลือประมาณ 104 เส้นทาง จากปัจจุบันที่มีรถเมล์ให้บริการจริง 208 เส้นทาง และจากแผนปฏิรูปฉบับเดิมที่มีทั้งหมด 269 เส้นทาง


    นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมก็มีแนวคิดจะบรรจุมาตรการลดค่าครองชีพ ให้ประชาชนในแผนปฏิรูปฉบับใหม่ ด้วยการออกตั๋วร่วมระหว่างรถเมล์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ ขสมก. หรือรถร่วมฯ เพื่อให้ประชาชนเสียค่าโดยสารแบบเหมาจ่าย อัตราเดียวเดินทางได้ทั้งวัน หรือภายในเวลาที่กำหนด รวมถึงจะกำหนดมาตรการเยียวยาหรือชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิรูปรถเมล์ด้วย


    อย่างไรก็ตาม การรื้อแผนปฏิรูปรถเมล์ครั้งใหม่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต้องรอให้ ขสมก. สรุปแผนฟื้นฟูภายในองค์กรให้ตกผลึกก่อน เนื่องจาก ขสมก. เป็นผู้ถือใบอนุญาตเดินรถทั้งหมด


    เมื่อแผนฟื้นฟู ขสมก. ได้ข้อสรุปแล้ว ก็จะเห็นภาพว่า ขสมก. และรถร่วมฯ จะอยู่ด้วยกันอย่างไร รูปแบบไหน จะแบ่งเส้นทางกันอย่างไร และจะต้องชดเชยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบแบบไหนบ้าง ส่งผลให้กระทรวงคมนาคมสามารถเห็นแผนปฏิรูปรถเมล์ในภาพรวม จากนั้นจะต้องส่งแผนปฏิรูปไปให้ ครม. พิจารณาทบทวนอีกครั้งด้วย


    สำหรับกรณีที่ ขบ. เปิดให้ ขสมก. และรถร่วมฯ ที่ให้บริการอยู่เดิม ยื่นข้อรับใบอนุญาตฉบับใหม่ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมานั้น เบื้องต้นมีผู้ยื่นขอรับใบอนุญาตประมาณ 30 กว่าราย รวมแล้วประมาณ 100 กว่าเส้นทาง แต่ ขบ. ยังต้องชะลอการพิจารณาเรื่องทั้งหมดไว้ก่อน เพื่อรอความชัดเจนของการทบทวนแผนปฏิรูป



    https://www.thebangkokinsight.com/244017/

  18. #131
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    ขนส่งฯออกใบอนุญาตเอกชนเดินรถเมล์แล้ว 49 เส้นทาง
    ลุยปฎิรูปเขย่าใหม่ 269 เส้นเหลือ 162 สายไม่ซ้ำซ้อน
    ย้ำช่วงรอยต่อต้องเดินรถอย่าให้ผู้โดยสารเดือดร้อน

    เดลินิวส์
    16 พฤษภาคม 2563



    นายธานี สืบฤกษ์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ความคืบหน้าโครงการปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทาง(รถเมล์) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากเดิมที่มี 269 เส้นทาง และลดเหลือ 162 เส้นทาง แบ่งเป็น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)108 เส้นทาง และผู้ประกอบการเอกชนร่วมบริการ 54 เส้นทางนั้น ขณะนี้ได้ออกใบอนุญาตประกอบการเดินรถรายใหม่ให้ผู้ประกอบการเอกชนไปแล้วทั้งหมด 49 เส้นทาง จากทั้งหมด 54 เส้นทาง


    ส่วนที่เหลืออีก 5 เส้นทาง อยู่ระหว่างดำเนินการ ซึ่งหลังจากที่ออกใบอนุญาตประกอบการรายใหม่ไปแล้วผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตเดินรถต้องจัดหารถมาบรรจุในเส้นทางภายใน 180 วัน ซึ่งผู้ประกอบการหลายเส้นทางได้นำรถมาให้บริการแล้ว ขณะที่บางเส้นทางอยู่ระหว่างจัดเตรียมหารถมาให้บริการต่อไป


    นายธานี กล่าวต่อว่า ระหว่างที่เปลี่ยนใบอนุญาตประกอบการเดินรถ ระหว่างรายเก่าและรายใหม่นั้น ผู้ประกอบการรายเก่าและรายใหม่ต้องหารือกันเพื่อบริหารจัดการเดินรถให้ดี รายเก่าอาจต้องยังเดินรถให้บริการตามปกติไปก่อน จนกว่าผู้ประกอบการรายใหม่จะหารถมาเดินทดแทน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้โดยสารที่ใช้บริการในเส้นทางเดิมเกิดความเดือดร้อน เหมือนกับหลายเส้นทางที่มีปัญหามาก่อนหน้านี้


    นายธานี กล่าวอีกว่า ส่วน 108 เส้นทางที่เป็นของ ขสมก. ต้องรอให้แผนฟื้นฟูองค์การผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบก่อนถึงจะดำเนินการได้ เพราะในแผนฟื้นฟูนี้มีทั้งจัดเช่ารถ 2,511 คัน ตั๋วรายวันในราคา 30 บาทตลอดวันขึ้นรถเมล์ได้ทุกเที่ยวทุกเส้นทาง


    อีกทั้งใน 108 เส้นทางนี้ ต้องแบ่งการเดินรถออก 4 ประเภท ได้แก่
    1. เส้นทางหลัก 40 เส้นทาง วิ่งบนทางหลักรับส่งผู้โดยสาร
    2. เส้นทางรอง 15 เส้นทาง วิ่งเป็นฟีดเดอร์ เพื่อป้อนผู้โดยสารให้กับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะประเภทอื่น เช่น รถไฟฟ้า และเรือ
    3. เส้นทางวงกลม 29 เส้นทาง จะเป็นลักษณะวิ่งเชื่อมต่อระหว่างเส้นทางหลักและเส้นทางรอง
    4. เส้นทางบนทางด่วน 24 เส้นทาง ซึ่งการการเดินรถดังกล่าวจะทำให้ไม่มีการทับซ้อนระหว่างรถเมล์ ขสมก. และผู้ประกอบการรถเอกชนร่วมบริการ


    นายธานี กล่าวด้วยว่า ระหว่างที่ยังออกใบอนุญาตประกอบการเดินรถให้ ขสมก. ได้นั้น ขบ. จะดำเนินการต่อใบอนุญาตประกอบการในเส้นทางเดิมของ ขสมก. ที่มีประมาณ 137 เส้นทางไปก่อน เพื่อให้เดินรถได้ตามปกติ และไม่สร้างความสับสนให้ประชาชนที่ใช้บริการ ซึ่งการต่อใบอนุญาตจะมีอายุ 7 ปี ขณะเดียวกัน หากแผนฟื้นฟูผ่านแล้วถึงจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการออกใบปฏิรูปเส้นทางใหม่



    https://www.facebook.com/TransportDailynews/posts/2600595390161963

  19. #132
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    เขย่าสัมปทานรถเมล์ 269 สาย
    ทุนใหญ่ “สมาร์ทบัส” ชุบชีวิต “รถร่วม”

    ประชาชาติธุรกิจ
    18 พฤษภาคม 2563



    เมื่อแบกต้นทุนไม่ไหว ใครสายป่านไม่ยาวต้องยอมรับสภาพ ปิดกิจการไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
    จึงไม่แปลกที่เริ่มเห็น “รถเมล์ร่วม” หยุดวิ่งบริการ


    ล่าสุดเป็นคิวของสาย 127 (ตลาดบางบัวทอง-บางลำพู) และสาย 110 (พระราม 6-เทเวศร์)
    และสาย 38 (ม.รามคำแหง-ม.ราชภัฏจันทรเกษม) คาดว่าจะมีหยุดวิ่งอีก 27 สาย

    ว่ากันว่าการที่รถร่วมที่หยุดวิ่ง มาจาก 2 สาเหตุ ทนพิษภาวะเศรษฐกิจไม่ไหว
    และรวมตัวไปอยู่ใต้ปีกเอกชนรายใหม่ ที่ “ขบ.-กรมการขนส่งทางบก”
    ผู้กุมใบอนุญาตไฟเขียวให้มาวิ่งบริการแทน



    สั่งให้รถวิ่งตั้งแต่ 5 พ.ค.

    ในกรณีสาย 127 และสาย 110 แหล่งข่าวจากกรมการขนส่งทางบกเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า
    ได้แจ้ง บจ.สมาร์ทบัส ผู้รับสัมปทานเดินรถรายใหม่ จัดรถโดยสารวิ่งให้บริการประชาชนตั้งแต่วันที่ 5 พ.ค.ที่ผ่านมา
    โดยสาย 127 ให้บริการไปกลับวันละ 30 เที่ยว และสาย 110 วิ่งบริการไปกลับวันละ 40 เที่ยว ตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น.

    “ปัญหารถร่วมเอกชนทยอยหยุดวิ่งเพราะช่วงโควิด-19
    รัฐออกมาตรการหลายอย่างที่ช่วยจำกัดการแพร่ระบาดของเชื้อ
    เช่น ให้ทำงานที่บ้าน เคอร์ฟิวช่วง 22.00-04.00 น.
    ทำให้ผู้ประกอบการรถร่วมขาดรายได้ จากผู้โดยสารที่ลดลงจนแบกต้นทุนไม่ไหว”

    ขณะเดียวกัน กรมทยอยออกใบอนุญาตตามเส้นทางปฏิรูป 269 เส้นทาง ให้ผู้ประกอบการรายใหม่ด้วย
    ซึ่งมีเงื่อนไขให้จัดหารถเมล์และเริ่มเดินรถใน 180 วัน นับจากวันที่ได้รับใบอนุญาต
    และผู้ประกอบการรายเดิมจะต้องให้บริการไปพลางก่อนเป็นระยะเวลา 90 วัน ในระหว่างเปลี่ยนผ่าน
    จึงอาจจะทำให้ผู้ประกอบการรายเดิมไม่สามารถจัดหารถมาวิ่งให้บริการประชาชนได้

    “อย่างสาย 127 เดิมวิ่งจากโรงเรียนวรราชาทินัดดามาตุวิทยา-บางลำพู
    แต่ในสายปฏิรูปใหม่จะเปลี่ยนชื่อสายเป็น “สาย 2-19″ วิ่งตลาดบางบัวทอง-บางลำพู
    มีสมาร์ทบัสเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตเมื่อวันที่ 5 มี.ค. 2563 ใบอนุญาตมีอายุ 7 ปี จะหมดวันที่ 4 มี.ค. 2570
    ต้องจัดหารถวิ่ง 20-34 คัน มีค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 7,000 บาท จะเก็บตอนออกใบอนุญาต
    แต่ช่วงนี้จะใช้เลขเดิม 127 ไปก่อน เพื่อป้องกันประชาชนสับสน”



    “สมาร์ทบัส” กินรวบ 31 เส้นทาง

    แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเส้นทางปฏิรูปทั้ง 269 เส้นทาง ได้ออกใบอนุญาตไปแล้ว 2 เส้นทาง
    คือ สาย Y70E ขึ้นทางด่วนจาก มทร.รัตนโกสินทร์-ศาลายา-BTS หมอชิต
    และสาย R26E ขึ้นทางด่วนจากสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์-โรงพยาบาลรามาธิบดี

    ขณะนี้มีเอกชนที่ขออนุญาตมา 54 เส้นทาง อนุมัติไปแล้ว 49 เส้นทาง
    จำนวนนี้เป็นของสมาร์ทบัส 31 เส้นทาง อีก 18 เส้นทางเป็นเอกชนรายอื่น
    ส่วน ขสมก.เดิมขอยื่นเข้ามา 107 เส้นทาง แต่มีปรับปรุงแผนฟื้นฟูใหม่
    ทำให้ตัวเลขเส้นทางที่เคยขอไว้เปลี่ยนไป ยังไม่สรุปจำนวนเส้นทาง



    บังคับรถใหม่วิ่ง 70% ใน 3 ปี

    สำหรับหลักเกณฑ์ใบอนุญาตรถเมล์เอกชน เน้นการใช้รถเมล์ใหม่ ไม่เคยจดทะเบียน หรือจดไม่เกิน 2 ปี
    ใช้รถเก่าในสัดส่วน 30% แต่อายุรถต้องไม่เกิน 25 ปี รองรับผู้โดยสารใช้วีลแชร์ 20% และติด GPS ทุกคันเพื่อควบคุมกำกับเส้นทาง
    ในปีแรกจะต้องนำรถใหม่มาวิ่งบริการในสัดส่วน 30% ปีที่ 2 สัดส่วน 50% และปีที่ 3 สัดส่วน 70%



    รื้อระบบเงินเดือนกระเป๋า

    ส่วนพนักงานขับรถ-เก็บค่าโดยสาร-บริการอื่น ๆ จะรวมอยู่ในแผนการขอใบอนุญาตที่เอกชนแต่ละรายต้องทำเสนอกรมจะบริหารอย่างไร
    ซึ่งกรมกำหนดให้พนักงานขับรถมีรายได้เป็นเงินเดือนที่แน่นอน แทนการกำหนดรายได้จากเปอร์เซ็นหน้าตั๋วแบบเดิม

    “เพื่อแก้ปัญหาเร่งทำรอบจนละเลยการให้บริการที่ดี
    มีตัวอย่างให้เห็น คือ สาย 8 วิ่งแฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธ จะปรากฏเป็นข่าวเชิงลบบ่อยครั้ง
    หลังออกใบอนุญาตแล้วจะจัดเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบ”

    ขณะที่ระบบชำระเงินจะต้องเตรียมการรองรับระบบชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์
    แต่ผู้ประกอบการเอกชนส่วนใหญ่เป็นรายย่อย ไม่มีเงินพัฒนาระบบ
    กรมก็ไม่ได้บังคับ สามารถใช้พนักงานเก็บค่าโดยสารก่อนได้

    ทำให้ความหวังไปอยู่ที่การพัฒนาระบบตั๋วร่วม ที่สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)
    และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังพัฒนาอยู่
    และถ้าหากทั้ง 2 หน่วยงานสามารถพัฒนาได้สำเร็จ และต้นทุนต่ำกว่าการจ้างแรงงาน
    ก็เชื่อว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะเข้าร่วมด้วยแน่นอน

    แต่ถ้าผลออกมาค่าใช้จ่ายสูงกว่าก็คงไม่มีใครใช้ เพราะลำพังค่าโดยสารรถเมล์ก็ถูกมากแล้ว
    หากเสียค่าใช้จ่ายด้านบริการมากขึ้นอีก ผู้ประกอบการจะเอากำไรมาจากไหน
    ส่วนการขอรัฐบาลอุดหนุน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่มีความเห็น



    “สมาร์ทบัส” เซ้งรถร่วม

    นายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า
    ก่อนที่ ครม.จะมีมติปรับบทบาทให้ ขสมก.เป็นเพียงผู้ประกอบการเดินรถ และให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เป็นผู้กำกับดูแลเส้นทางรถเมล์ต่าง ๆ แทนนั้น
    ขสมก.มีเส้นทางรถเมล์ร่วมของเอกชนที่ต้องดูแล 95 เส้นทาง โดยเส้นทางทั้งหมดจะทยอยหมดอายุ
    และโอนให้ ขบ.เป็นผู้ดูแลตามกฎหมายภายในสิ้นปีนี้

    จากข้อมูลแล้ว ปัจจุบันมีเส้นทางที่หมดอายุและได้โอนให้ ขบ.ดูแลแล้ว 50 เส้นทาง เหลืออีก 45 เส้นทางจะทยอยหมดอายุสิ้นปีนี้
    ซึ่งทั้ง 45 เส้นทางที่ยังไม่หมดอายุ มีความเคลื่อนไหวของผู้ประกอบการเดินรถสายต่าง ๆ ทยอยโอนไปให้ผู้ประกอบการรายใหม่ คือ บจ.สมาร์ทบัส
    เพราะส่วนใหญ่แบกภาระต้นทุนไม่ไหว ทยอยโอนให้สมาร์ทบัสแล้ว 30 เส้นทาง
    เหลืออีก 15 เส้นทางที่ผู้ประกอบการรายเดิมกำลังพิจารณาว่าจะโอนให้สมาร์ทบัส
    หรือจะรอให้หมดอายุแล้วไปขอใบอนุญาตกับ ขบ.เอง ไม่เกี่ยวกับ ขสมก.



    ทนแบกต้นทุนไม่ไหว

    ขณะที่ นางภัทราวดี กล่อมจรูญ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง หรือรถร่วมบริการ ขสมก. เปิดเผยว่า
    การที่ผู้ประกอบการเอกชนส่วนใหญ่โอนสายรถเมล์่ให้สมาร์ทบัส เพราะธุรกิจรถเมล์มีค่าใช้จ่ายสูง
    ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากเอกชนหลายรายพบว่า รถเมล์ 1 คัน มีต้นทุน 6,000 บาท/วัน
    รายได้หลักมาจากค่าโดยสารซึ่งถูกมาก รถร้อน 10 บาท รถแอร์ 15-25 บาท

    “ทำให้รถเมล์หลายสายนิยมทำรอบวิ่งให้ได้มาก ๆ อย่างน้อย 5 รอบ ไป-กลับรวม 10 รอบ
    ให้คุ้มค่าใช้จ่าย แม้จะทำรอบได้ แต่ยังไม่พอ
    ประกอบกับบางเส้นทางมีรถประเภทอื่น เช่น สองแถวและรถกระป๊อวิ่งร่วมด้วย
    ทำให้รายได้จากค่าโดยสารยิ่งน้อยลงไปอีก”

    นางภัทราวดีกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ผู้ประกอบการเอกชนยังมีต้นทุนในการปรับปรุงบริการอื่น เช่น ซื้อรถใหม่
    ส่วนใหญ่ล้วนต้องการรถแอร์มาให้บริการ แต่รถ 1 คันราคาประมาณ 3-5 ล้านบาท การตัดสินใจจึงยากมาก
    และเมื่อมีบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ซึ่งมีเงินทุนอย่างสมาร์ทบัสเข้ามาในวงจรธุรกิจ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกโอนให้ดีกว่า
    ซึ่งไม่ใช่เป็นการกินรวบตลาดรถเมล์ไทย แต่เพราะมีสายป่านยาวกว่าภายใต้สถานการณ์ที่อยู่ยากของรถร่วมเอกชน



    เผยโฉมทุน "สมาร์ทบัส"

    เป็นความเคลื่อนไหวที่แวดวงรถเมล์ไทยให้ความสนใจไม่น้อย
    เมื่อจู่ ๆ ปรากฏชื่อ “บริษัท สมาร์ทบัส จำกัด” เป็นเอกชนรายใหญ่เดินรถ 61 เส้นทาง แข่งกับ ขสมก.

    จากการรับโอน 30 สายรถเมล์จากผู้ประกอบการรายเดิมที่ทุนน้อย-ใกล้ถอดใจ
    และทยอยยื่นขอใบอนุญาตเดินรถเมล์สายปฏิรูป 269 เส้นทาง กับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) อย่างต่อเนื่อง
    ถึงปัจจุบันคว้าไลเซนส์ถึง 30 เส้นทาง จาก 54 เส้นทาง

    “สมาร์ทบัส” เป็นม้ามืดมาจากไหน
    จากข้อมูลพบว่า จดทะเบียนเมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2561 เป็นประเภทธุรกิจการขนส่งผู้โดยสารประจำทางอื่น ๆ
    มีทุนจดทะเบียนปัจจุบันอยู่ที่ 370 ล้านบาท และมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 42,110 บาท


    สำหรับโฉมหน้ากรรมการบริษัท ปรากฏ 4 รายชื่อ ประกอบด้วย

    1. นางศุภรานันท์ ตันวิรัช อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.มาสเตอร์แอด (MACO)
    มี บมจ.วี จี ไอ ในเครือบีทีเอสกรุ๊ป โฮลดิ้ง ของเจ้าสัวคีรี กาญจนพาสน์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

    2. นายอนพัทย์ ทวีวิไลศิริกุล เคยทำงานที่ บมจ.ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC)

    3. นายธเนษฐ โลจนะโกสินทร์ เป็นกรรมการใน บมจ.แพลน บี มีเดีย (PLANB) ประกอบธุรกิจสื่อโฆษณาเช่นเดียวกับ MACO
    และมี บมจ.วี จี ไอ ของบีทีเอส กรุ๊ป เข้ามาถือหุ้นใหญ่เช่นเดียวกัน

    4. นางสาวอินทิรา ช่วยสนิท ผู้ถือหุ้นใหญ่ บมจ.เน็กซ์ พอยท์ (NEX) ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับรถบัส

    ส่วนผู้ถือหุ้นมี “บจ.เกคโค่โฮลดิ้ง” ถือหุ้น 64.32%
    นางศุภรานันท์ ตันวิรัช 25.67% นางสาวอินทิรา ช่วยสนิท 9.99%
    และนายอนพัทย์ ทวีวิไลศิริกุล 0.0002%


    ปัจจุบัน “สมาร์ทบัส” เดินรถ 8 เส้นทาง มาพร้อมบริการชำระค่าโดยสารด้วย “บัตรแรบบิท” ใช้ร่วมกับรถไฟฟ้าบีทีเอส-รถบีอาร์ที
    เช่น สาย 104 ปากเกร็ด-หมอชิต, สาย 150 ปากเกร็ด-บางกะปิ, สาย 51 ปากเกร็ด-ม.เกษตรศาสตร์ และสาย 52 ปากเกร็ด-บางซื่อ เป็นต้น

    ทุกเส้นทางล้วนเป็น “ฟีดเดอร์” เชื่อมกับรถไฟฟ้าบีทีเอส และสายอนาคตสายสีชมพูและสายสีเหลือง



    https://www.prachachat.net/property/news-465441
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดย Th_jung : 22/05/20 เมื่อ 02:07

  20. #133
    สมัครเมื่อ
    Dec 2010
    โพส
    688
    ถูกใจ
    592
    โพสถูกใจ 296 ครั้ง ใน 159 โพส
    อ้างอิง โพสต้นฉบับโดยคุณ BTMCTLA ดูโพส
    ดูแล้วกรมฯจะมีแต่น้ำพริก น้ำเงี้ยว

    จะไม่ให้เส้นทางเดินรถซ้ำซ้อนกัน สมมติในกรณ๊ สาย 27 กับ 502
    27 ถึงปากทางลาดพร้าว เลี้ยวเข้าวิภาวดี
    502 ถึงปากทางลาดพร้าว เข้าพหลฯ เหมือนเดิม

    ถ้ามีคนต้องการเดินทางจากเสรีไปสวนจตุจักร ก็ต้องรอ 502 สายเดียว แล้ววันใดวันวันหนึ่ง เกิดมีรถวิ่งในสายแค่ 2 คัน ไม่รอกันเก้อเหรอ หรือไม่ก็ต้องไปต่อรถ
    แบบนี้มันจะลำบากกว่าเดิมไหม แล้วผู้ประกอบการเดินรถจะจัดรถให้เพียงพอและปล่อยรถให้สม่ำเสมอได้หรือไม่ เกิดมีข้ออ้างคนน้อย ทำให้ต้องนานๆปล่อยรถคัน
    ทั้งๆที่ในสายนั้นมีรถมาก หรือ ในสายนั้นอาจเกิดรถเสียน้อย เสียเยอะ ก็ต้องคนกันนานอยู่ดี ถ้าเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่ต่างจากปัจจุบันก็ไม่รู้จะเปลี่ยนเพื่ออะไร
    การลดความทับซ้อนในความเห็น​ผมนะผมว่าเขาคงน่าจะสั่งให้มีรถให้เพียงพอ​ต่อการใช้งาน​ครับ​ แล้ว​ทุกวันนี้ทับซ้อน​กันหลายสาย​ แถมบางสายต้นทางเดียวกัน​อู่เดียวกัน​มาแย่งผู้​โดยสารกัน​ ทั้งขสมก​ รถร่วม​บริการ​ รถตู้​โดยสาร​

  21. #134
    สมัครเมื่อ
    Oct 2010
    โพส
    10,692
    ถูกใจ
    7,937
    โพสถูกใจ 22,601 ครั้ง ใน 6,271 โพส
    สมาคมรถร่วม ขสมก. ร้อง 4 ข้อ เยียวยาโควิด
    ด้านคมนาคมเร่งพิจารณาคาดสิ้นเดือนจบ

    เดลินิวส์
    10 มิถุนายน 2563



    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 มิ.ย. ที่กระทรวงคมนาคม นายวิทยา เปรมจิตร์ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมเอกชน พร้อมสมาชิก ยื่นหนังสือถึงนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เรื่องขอขยายเวลาแผนปฏิรูปเส้นทางรถโดยสารประจำทางทั้ง 269 เส้นทางในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลออกไปอีก 3 ปี โดยมีนายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.คมนาคม เป็นผู้รับหนังสือ จากนั้นได้ประชุมร่วมกับกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ สมาคมต่อ


    นายวิทยา เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทางเส้นทางหมวด 1 และรถมินิบัสที่เดินรถในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือโควิด-19 จึงเสนอข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ

    1. ขอขยายระยะเวลายื่นคำขออนุญาตประกอบการขนส่งประจำทางด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร เส้นทางหมวด 1 ในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดที่มีเส้นทางต่อเนื่อง (ตามแนวทางปฏิรูปช่วงถ่ายโอนการกำกับดูแล) พ.ศ.2562 ที่ประกาศ ณ วันที่ 1 ก.ค.62 ออกไปอีก 3 ปี

    2. ขอให้ใช้รถเก่าต่อไปได้อีกอย่างน้อย 3 ปี

    3. ขอให้รัฐจัดหาแหล่งเงินทุน เพื่อจัดหาซื้อรถโดยสารใหม่ และขอให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น เนื่องจากในโครงการปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับเส้นทางของผู้ประกอบการรถร่วมที่ ขบ. ต้องจัดสรรให้ 54 เส้นทาง และออกใบอนุญาตประกอบการเดินรถแล้ว 48 เส้นทาง แบ่งเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ 31 เส้นทาง และ รายย่อย 17 เส้นทาง ทำให้รายย่อยไม่มีแหล่งทุนลงทุน

    4. ขอให้กระทรวงคมนาคมประสานไปยัง ปตท. ให้ขยายระยะเวลาการลดราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติอัด NGV ที่ ปตท. ให้ความช่วยเหลือรถโดยสารสาธารณะจากเดิมราคา 15.65 บาท ต่อกิโลกรัม (ก.ก.) เหลือ 10.67 บาท ต่อ ก.ก.มาตั้งแต่ 1 เม.ย.63 และสิ้นสุด 30 มิ.ย.63 แต่ขณะนี้ไวรัสโควิด-19 ยังระบาดอยู่ จึงขอให้ ปตท. ยังคงลดราคาเชื้อเพลิงสำหรับรถโดยสารสาธารณะลงเหลือราคา 10.67 บาท ต่อ ก.ก. ออกไปอีก 3 เดือน หรือจนกว่าสถานการณ์กลับมาปกติ


    “การเรียกร้องครั้งนี้เกรงว่ารถร่วมเดิมที่มี 100 กว่าเส้นทาง แต่เมื่อการปฏิรูปเส้นทางลดเหลือ 54 เส้นทาง ทำให้รถร่วมที่มีกว่า 46 เส้นทาง จำนวนรถ 2,000 กว่าคัน และพนักงานขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสารต้องตกงานและหายไปจากระบบ ทั้งที่ได้ดำเนินธุรกิจมา 40 กว่าปีแล้ว ดังนั้นจึงคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่เรื่องดังกล่าวสามารถประกอบธุรกิจร่วมกันได้ ทั้งนี้หากไม่พิจารณาให้จะไปยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีต่อไป” นายวิทยากล่าว



    ด้านนายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดี ขบ. กล่าวว่า ที่ประชุมได้รับฟังข้อกังวลของผู้ประกอบการรถร่วมเรื่องแผนฟื้นฟู ขสมก. กรณีปฏิรูปเส้นทางรถเมล์ที่เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็วๆ นี้ ขณะนี้ได้ออกใบอนุญาตประกอบการเดินรถให้เอกชนแล้ว 56 เส้นทาง แต่ที่มีปัญหาคือเอกชนกว่า 40 เส้นทางที่ยังไม่ได้รับใบอนุญาต เนื่องจากไม่สามารถรวมกลุ่มเป็นนิติบุคคลได้ ตามข้อกำหนดของ ขบ. ระบุว่า 1 เส้นทางต้องมีผู้ประกอบการเพียงรายเดียวเท่านั้น


    นายจิรุตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนการเสนอ 4 ข้อนั้น ที่ประชุมมอบหมายให้ ขบ. ขสมก. และ ผู้ประกอบการหารือร่วมกันกับแนวทางออกเรื่องดังกล่าวต่อไป คาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะได้ข้อสรุป เพราะข้อเรียกขยายระยะเวลาการลดราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติอัด NGV นั้น วันที่ 11 มิ.ย.นี้ จะหารือกับกระทรวงพลังงานต่อไป ส่วนแหล่งเงินทุน ขบ. จะประสานงานไปยังสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อเข้าตามหลักเกณฑ์ ส่วนปัญหาผู้ประกอบการกว่า 40 เส้นทางที่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบการเดินรถนั้น ได้มอบหมายให้ ขสมก. ไปดำเนินการต่อไป


    ส่วนนายสุระชัย เอี่ยมวชิรสกุล ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า สำหรับผู้ประกอบการกว่า 40 เส้นทางที่ไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบการเดินรถ ขสมก. จะเปิดให้ผุ้ประกอบการรถร่วมเข้ามาประมูลเส้นทางต่อไป โดยผู้ประกอบการที่เข้ามาต้องเป็นภาคสมัครใจเข้ามายื่นประมูล ต้องมีความพร้อม คุณสมบัติตามที่ ขสมก. กำหนด ทั้งมีรถใหม่ เพื่อให้บริการประชาชนได้มีประสิทธิภาพ



    https://www.facebook.com/TransportDailynews/posts/2622327741322061




+ ตอบกลับกระทู้
หน้า 9/9 หน้าแรกหน้าแรก ... 7 8 9

กฎการโพสข้อความ

  • ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
  • ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้
  • BB code สถานะ เปิด
  • Smilies สถานะ เปิด
  • [IMG] สถานะ เปิด
  • HTML สถานะ ปิด